RSS

ณ นครแห่งความโศกเศร้าและโกรธแค้น

27 May


ภาพนี้ถ่ายที่กรุงเทพฯ เมื่อเช้าวันที่ 20 พฤษภาคม 2553 ครับ


ากตอนนี้เมื่อ 9 ปีก่อนในปี ค.ศ. 2001 เมื่อตอนที่ผมยังทำงานเป็นช่างภาพอยู่ที่สถานีโทรทัศน์ในกรุงโตเกียว ในวันที่ 11 กันยายนปีนั้น ได้เกิดเหตุเครื่องบินที่ถูกจี้ พุ่งเข้าใส่อาคารเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ ณ มหานครนิวยอร์ก และที่กระทรวงกลาโหม ในกรุงวอชิงตัน ดีซี เมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา เป็นการก่อ “วินาศกรรม 11 กันยา” ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก และสร้างความตื่นตระหนกครั้งใหญ่ให้แก่โลก

ในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกคนหนึ่งในทีมเก็บข้อมูลเพื่อทำข่าว ผมจึงต้องอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดีซีเป็นเวลา 1 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม ซึ่งผมได้ไปเก็บข้อมูลที่ทำเนียบขาวอันที่เป็นที่อยู่ของประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช และที่กระทรวงกลาโหมซึ่งถูกเพลิงไหม้ จากการถูกเครื่องบินพุ่งชนไปประมาณครึ่งหนึ่งด้วยครับ

สหรัฐอเมริกาที่ผ่านเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมมาได้ 2 เดือน ระบุว่าอิรักเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง และเริ่มประณามอิรัก โดยกล่าวว่า “สหรัฐฯ พร้อมทำสงครามเพื่อการแก้แค้น”

รอยยิ้มบนสีหน้าผู้คนที่อยู่บนถนนเหือดหายไป และดูเหมือนจะใช้ชีวิตทุกๆ วันผ่านไปด้วยความรู้สึกหวาดกลัว วิตกกังวลว่าอาจจะเกิดเหตุวินาศกรรมขึ้นอีก

ในโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์เต็มไปด้วยเรื่องราวความโศกเศร้าของผู้คนที่สูญเสียสมาชิกในครอบครัว และคนรัก รวมไปถึงความโกรธแค้นต่อผู้ก่อการร้ายที่คร่าชีวิตของผู้คนที่มีความสำคัญไปในชั่วพริบตา แน่นอนว่า สภาพการณ์ในตอนนั้น ทั่วประเทศคงจะถูกปกคลุมไปด้วยความโศกเศร้าและความโกรธแค้นครับ

ในสถานการณ์เช่นนั้น ผมได้พบกับหนังสือเล่มหนึ่งโดยบังเอิญขณะแวะพักในเวลาว่าง กองสุมอยู่ในบรรดา “หนังสือขายดีประจำเดือนนี้” ที่หน้าร้าน “barnes & noble” ร้านหนังสือขนาดใหญ่ใกล้กับทำเนียบขาว โดยหนังสือเล่มนั้นชื่อ “Anger (ความโกรธ ปัญญาดับเปลวไฟแห่งโทสะ)” เขียนโดยพระในศาสนาพุทธ ชาวเวียดนาม
ชื่อ ติช นัท ฮันห์ ครับ


ติดตามรายละเอียดได้ที่
http://www.komol.com/autopage/show_page.php?t=52&s_id=2&d_id=2

โดยใจความสำคัญของหนังสือเล่มนี้คือ “พวกเราทั้งหลาย ต่างก็จดจำความโกรธที่มีต่อเรื่องต่างๆ มากมาย ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ ที่เกี่ยวโยงกับการเมือง หรือสภาพการณ์ของโลก จะทำอย่างไรเราจึงจะไม่ก้าวเข้าไปสู่เส้นทางที่ปล่อยให้ความโกรธทำลายตัวเอง  และย่อยสลายความโกรธ ชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ รวมถึงสร้างเสาหลักแห่งสันติภาพให้เกิดขึ้น” ครับ ตัวผมที่ลืมว่าตัวเองไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษถึงขนาดนั้น ซื้อหนังสือเล่มดังกล่าวมาโดยไม่ได้คิด และค่อยๆ อ่านไปเรื่อยๆ ขณะที่พักอยู่ในกรุงวอชิงตันครับ

อเมริกาไม่เคยได้รับความเสียหายจากการก่อวินาศกรรมขนาดใหญ่เช่นนี้มาก่อนจะเผชิญกับความโกรธแค้นซึ่งอยู่ในจิตใจตนที่มีมากมายเกินจะระงับไว้ได้อย่างไร ผมคิดว่าแรงกระตุ้นที่ทำให้หนังสือเล่มนี้กลายมาเป็นหนังสือขายดี ก็คือความทุกข์ทนที่ยังมีอยู่ในใจคนอเมริกันจำนวนมากนั่นเองครับ

หลังจากที่พักอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดีซี ได้ 1 เดือน ระหว่างที่จะกลับญี่ปุ่น ผมได้ไปแวะที่มหานครนิวยอร์ก และได้ไปเยี่ยมเยือนสถานที่เกิดเหตุการก่อวินาศกรรมอาคารเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ด้วยครับ สถานที่เกิดเหตุซึ่งเหตุการณ์ผ่านมาได้เกือบ 3 เดือน ซากอาคารสูงใหญ่ในที่เกิดเหตุ ยังคงมีฝุ่นควันสีน้ำตาลลอยคละคลุ้งขึ้นสูงและมีเสียงเครื่องจักรหนักดังมากด้วยครับ

นอกจากนี้ ยังมีผู้คนจำนวนมากรวมตัวกันเข้ามาห้อมล้อมสถานที่เกิดเหตุ จับมือ โอบกอดกันและกัน อีกทั้งยังนำดอกไม้ไปวาง และอธิษฐานอีกด้วยครับ

หลังจากนั้น อเมริกาที่ถูกครอบงำด้วยความโกรธแค้นก็มุ่งหน้าทำสงครามกับอิรัก คร่าชีวิตของประชาชนชาวอิรัก และทหารในกองทัพอเมริกันจำนวนมหาศาลเหลือคณานับ อีกทั้งยังทิ้งความเกลียดชังอันฝังรากลึกไว้ในจิตใจของชาวอิรัก ที่มีต่อชาวอเมริกันอีกด้วย

ความโกรธก่อให้เกิดเพียงความโกรธ และความเกลียดก็ก่อให้เกิดเพียงความเกลียด

ทุกครั้งที่ในใจผมไม่อาจอดทนอดกลั้น จนต้องปลดปล่อยความโกรธและความเศร้าออกมา ผมจะคิดถึงช่วงเวลา 1 เดือนที่ผมอยู่ในอเมริกาครับ

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: