RSS

การทำงานกับคนญี่ปุ่น ตอนที่ 2

25 Feb


ภาพจาก http://www.olrepublic.com/career_detail.asp?id=53

งานที่ใช้ภาษาญี่ปุ่นคืออะไร

1) ประเภทของงานและประเภทของอุตสาหกรรม
ประเภทของอุตสาหรรม
: ส่วนใหญ่เป็นอุตหสาหกรรมการผลิต (โรงงาน) ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ประเภทของงาน : ผู้ช่วยผู้มาประจำการจากต่างประเทศ เลขานุการ ผู้ประสานงาน ฝ่ายขาย ฝ่ายจัดซื้อ บริการลูกค้า ผู้แปลภาษา ล่าม

2) ปัจจัยในการเลือกบริษัท
คำตอบที่ตอบบ่อย
: มีชื่อเสียง เงินเดือนสูง อยู่ใกล้บ้านไปกลับสะดวก มีสวัสดิการพรั่งพร้อม นอกจากนี้ อยากให้คำนึงถึงประเด็น “โอกาสในการเติบโต” (สามารถจินตนาการถึงอนาคตที่ดีขึ้นของตนเองในอีก 3 ปี หรือ 5 ปีข้างหน้าได้หรือไม่ อย่างไร)

คำที่ห้ามพูดขณะสัมภาษณ์งาน : “เพราะอยากจะเก่งภาษาญี่ปุ่น” (เนื่องจาก
คนสัมภาษณ์จะคิดว่า คนคนนี้ถ้าเก่งภาษาญี่ปุ่นเมื่อไหร่ ก็คงจะลาออกทันทีเลยสินะ)

คนที่ตั้งใจจะทำงานที่เดิมติดต่อกันเกิน 3 ปี กรุณาเลือกบริษัทให้ดี เพราะแม้แต่คนรักที่คบกันมาประมาณ 3 ปี ก็จะรู้ถึงข้อดีข้อเสียโดยทั่วไปของอีกฝ่าย และรู้ว่าอีกฝ่ายเหมาะสมกับตนในฐานะคู่สมรสหรือไม่ การทำงานก็เช่นเดียวกัน เนื่องจากพอทำงานมาได้ 3 ปี โดยทั่วไปก็จะได้รับประสบการณ์ทั้งส่วนดี และไม่ดี อันจะเป็นประโยชน์ในกรณีที่ย้ายไปทำงานในบริษัทอื่นต่อไป นอกจากนี้ หากในเอกสารประวัติระบุว่าเปลี่ยนสถานที่ทำงานในเวลาไม่กี่เดือน ก็อาจถูกพิจารณาว่า “เพราะเป็นคนไม่ค่อยมีความอดทน ท่าทางจะลาออกจากงานเร็วนะ”

3) วิธีการทำงานของคนญี่ปุ่นกับคนไทยมีความแตกต่างกันขนาดไหน
สิ่งที่คนไทยคิดว่าแปลกเกี่ยวกับคนญี่ปุ่น

“ทำไมถึงต้องเอาแต่ประชุมกันตลอดเลยนะ ที่เป็นเช่นนี้เพราะคนญี่ปุ่นชอบการประชุมครับ บางครั้งเอาแต่ประชุมกันทั้งวันก็ยังได้ ที่ญี่ปุ่นนิยมใช้ระบบวิธีการส่งเสียงสะท้อนที่มีต่อการบริหาร เรียกว่า Bottom Up โดยจะมีการรับฟังความคิดเห็นแม้แต่จากพนักงานที่อยู่ในตำแหน่งต่ำสุดอย่างเท่าเทียม ในขณะที่เมืองไทยส่วนใหญ่จะใช้ระบบ Top Down ในการทำงานจึงอาจจะรู้สึกลำบากอยู่บ้าง

“ทำไมคนญี่ปุ่นต้องคอยเคร่งเครียดกับความผิดพลาดเล็กน้อยถึงขนาดนั้นดังสุภาษิตที่บอกว่าถ้าเห็นแมลงสาบ 1 ตัว ก็จะคิดว่ามีแมลงสาบซ่อนอยู่ในบ้าน 1,000 ตัว กล่าวคือ ถ้ามองเห็นความผิดพลาดเล็ก ๆน้อย ๆ อย่างหนึ่ง ต้องสงสัยไว้ได้เลยว่า ที่จริงแล้วมีความผิดพลาดในการทำงานซ่อนอยู่อีกมากมายหลายเท่า และหากไม่ชี้แจงถึงสาเหตุของความผิดพลาดที่ถูกพบให้กระจ่าง เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 2 ก็จะนำมาซึ่งความรู้สึกกังวลว่า ความผิดพลาดนี้อาจจะก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมาในอนาคต

“ใช่” หมายถึง “ไม่ใช่”/ “ไม่ใช่” หมายถึง “ใช่” ? (「はい」は「いいえ」、「いいえ」は「はい」?) ประเด็นดังกล่าวเป็นความยากในการแปลภาษาญี่ปุ่น ทั้งนี้ คำว่า “はい” ไม่ได้หมายถึงYes เสมอไป แต่อาจมีความหมายว่า “กำลังตั้งใจฟังอยู่” ก็ได้ ในทางกลับกัน แม้จะพูดว่า “いいえ” แต่ในบางกรณีก็ไม่ได้มีหมายความเป็นการปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง เหมือนคำว่า No ดังนั้นสิ่งสำคัญคือต้องคิดตาม และเข้าใจบริบทแวดล้อม รวมถึงพื้นเพของเรื่อง

“ ไม่เข้ารับการอบรมในฐานะผู้ใหญ่ คนญี่ปุ่นนั้นแม้ว่าจะอยู่ในตำแหน่งประธานบริษัท ผู้จัดการโรงงาน หรือหัวหน้าฝ่าย ที่บริษัทลูกในเมืองไทย แต่ก็มีหลายกรณีที่เมื่ออยู่ที่ญี่ปุ่นคนเหล่านั้นได้ทำงานแค่ในตำแหน่งหัวหน้าแผนก หรือตำแหน่งที่ต่ำกว่า รวมถึงมีประสบการณ์ในการบริหารดูแลลูกน้องเพียงไม่กี่คนเท่านั้น กล่าวคือมีคนจำนวนมากที่อยู่ในฐานะ “ผู้ใหญ่” ซึ่งต้องควบคุมดูแลพนักงานหลายร้อย หลายพันคนเป็นครั้งแรก ส่งผลให้ต้องทำงานทั้งๆ ที่รู้สึกยากลำบาก ยิ่งคนที่ใจร้อน และมีการพูดการกระทำอันเป็นภาพลักษณ์ของประธานบริษัท ห่างไกลกับที่คนไทยคิดเอาไว้ด้วยแล้ว กรุณาให้การดูแลสักระยะจนกว่าเขาจะปรับตัวได้ด้วยนะครับ

ทั้งคนไทยและคนญี่ปุ่นต่างก็ไม่ได้มีค่านิยมในการทำงานแตกต่างกันมากขนาดนั้น โดยคนญี่ปุ่นชอบคนที่ “ขยัน” และ “มีความพยายาม” มากกว่า “คนฉลาด” คนญี่ปุ่นที่ผมรู้จักทุกคนบอกว่า “คนไทยเป็นคนขยันทำงาน” หรือไม่ก็ “ขยันยิ่งกว่าคนญี่ปุ่นเสียอีก” ผมคิดว่าไม่ใช่เพียงความรู้ หรือประสบการณ์ และประสิทธิภาพในการทำงานให้สำเร็จลุล่วงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการแสดงความพยายาม การเสียหยาดเหงื่อ หยดน้ำตาในระหว่างการทำงาน ที่จะทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจกันและกันได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น จนส่งผลให้สามารถสร้างผลงานที่ดีได้สำเร็จ

จริงหรือไม่ที่ว่าทรัพยากรบุคคลที่สื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้ชอบเปลี่ยนงาน
ถึงแม้ว่าจะได้ทำงานในบริษัทที่มีชื่อเสียง และเงินเดือนสูง แต่ก็ยังมีคนจำนวนมากที่ลาออกจากงานภายใน 2 ปี อย่างเหนือความคาดหมาย เป็นเรื่องที่แปลกมากสำหรับคนญี่ปุ่น อย่างที่โรงเรียนภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นวาเซดะ ก็มีหลายคนที่ลาออกจากบริษัทญี่ปุ่นที่ใหญ่โต เป็นที่รู้จักของทุกคน โดยมีเหตุผลว่า

“ลาออกจากบริษัทเพื่อมาเรียนรู้”
เมื่อลองฟังดูแล้ว ส่วนใหญ่จะบอกเหตุผลในการลาออกต่อบริษัทว่า

“คนในครอบครัวเจ็บป่วย”

“(อยาก) เรียนต่อปริญญาโท”

หรือ “อยู่ไกลบ้านมาทำงานลำบาก”

แต่เหตุผลจริงๆ แล้วคือ

“ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในองค์กรไม่ดี”

“เบื่อที่ต้องทำสิ่งเดิมๆ ซ้ำซาก”

หรือ “ไม่สามารถพัฒนาตัวเองได้” เป็นต้น

ถึงแม้ว่าการลาออกจะไม่ใช่สิ่งไม่ดี แต่สิ่งที่ต้องระมัดระวังเมื่อลาออกคือ
“นกออกบินไม่ทิ้งรอยขุ่น”
หมายถึง “ทิ้งไว้แต่สิ่งดีๆ” นั่นเอง เนื่องจากสังคมแคบ การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในบริษัทเก่าเอาไว้ ก็อาจจะเป็นประโยชน์ในอนาคตก็ได้นะครับ

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 
9 Comments

Posted by on 02/25/2010 in By Khun Shu, Variety

 

9 responses to “การทำงานกับคนญี่ปุ่น ตอนที่ 2

  1. オイ

    02/25/2010 at 4:23 pm

    มีประโยชน์มากๆเลยค่ะ ขอบคุณมากค่ะ แต่โดยส่วนตัวแล้วไม่ได้อยากทำ บริษัทญี่ปุ่นหรอกค่ะ อยากแปลหนัง แปลละคร ค่ะ

     
  2. Giftsy [D3]

    02/27/2010 at 5:50 am

    รอตามอ่านตอนต่อไปอยู่ค่ะ ได้ความรู้มากมาย

     
  3. 現他

    07/21/2010 at 4:36 pm

    good

     
  4. jellyfish

    01/28/2011 at 4:33 pm

    นี่ละนะ วิถีแห่งซามูไร

    แต่ถ้าลองได้พูดกับคนญี่ปุ่นยุคใหม่แบบนี้ หรือ พูดเกี่ยวกับนินจา เค้าขำกันมากกว่า

    คนญี่ปุ่นที่บริษัท บอกว่า คนญี่ปุ่นไม่รู้จักและไม่ได้มีทักษะแบบนั้นเลย มีแต่ทำงานและก็งาน ทุกอย่างเครียด แทบทุกคนเชื่อว่า งาน คือ การครองชีพ

    วันนี้ก็เจอมา แบบว่า ไม่รู้ว่าเค้าต้องการอะไร และเราก็พูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ แต่เค้าพูดภาษาไทยกับเรา

    น่าเบื่อมากจริงที่ว่า ทำเรื่องเล็ก และควรจะจบแล้ว แต่ก็ยังจะฝืนฝอยหาตะเข็บ

     
  5. (Joe)

    08/12/2011 at 12:03 pm

    (Joe)

     
  6. Angie

    08/14/2011 at 12:43 pm

    การทำงานกับบริษัทญี่ปุ่น หรือคนญี่ปุ่น ก็มีการเขียนออกมาเป็นตำรา และ คนญี่ปุ่นที่จะทำงานกับคนต่างชาติก็มีการเขียนขึ้นมาเป็นตำราด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สถานการณ์จริง อาจจะไม่ใช่ตำราทั้งหมด เพราะคนทุกชาติต่างก็มีความแตกต่างเป็นพื้นฐาน ซึ่งก็เช่นกันที่มีทั้งที่ ดีมาก ดีสุด ๆ ดี หรือ ไม่ค่อยดี อันนี้ต้องอาศัยการปรับทัศนคติ และวิธีคิดให้ตรงกันค่ะ มีเพื่อนบางคนที่ทำงานบริษัทญี่ปุ่น บอกว่า นายดีมาก ๆ น่ารักสุด ๆ ทำให้เกิดความจงรักภักดีกับบริษัทค่ะ แต่บางคนก็เจอนายอาจจะไม่ค่อยดี ก็เลยต้องเปลี่ยนงานไป แต่ที่แน่ ๆ คือเมื่อลาออกแล้ว ก็ขอให้ทิ้งไว้แต่สิ่งดี ๆ นะค่ะ เพราะโลกมันแคบจริง ๆ ค่ะ อันนี้ทุกตำราเขียนไว้ตรงกัน ทำตามแล้วก็จะเกิดผลดีกับตัวคนทำงานเองค่ะ

     
  7. kratai

    11/12/2011 at 11:36 am

    ทำงานกับคนญี่ปุ่นมาสิบห้าปี ก็เข้าใจดี ใกล้เคียงกัน ห้ามคิดว่า เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ และชอบคนขยันจริง ๆ อยู่มาสิบกว่าปี ก็สนุกกับงาน และทำงานจนเป็นนิสัย เขาก็โปรโมท ให้เร็วมาก คิดว่า ให้โอกาส จากพนักงานระดับล่าง ก็สามารถเป็นผู้อำนวยการใหญ่ได้ การที่เรามุ่งมั่นในการทำงานเขามองเห็น และ มองอยู่ แต่อย่าเสแสร้ง หลอกคนญี่ปุ่นไม่ได้หรอก แต่ก็เบื่อระบบโยกย้าย อยากอยู่กับที่ เป็นที่เป็นทาง แต่ก็มีนะ คนญี่ปุ่นที่ขี้เกียจทำงาน ก็เหมือนคนไทยนะแหละ พนักงานหลายคนก็ทนกับความเคร่งเครียดของนายญี่ปุ่นไม่ได้ก็ต้องลาออกไป แต่จริง ๆ คุยกันพูดกันตรง ๆ เขามีเป้าหมายให้งานออกมาดี ถ้าเขาไม่ตำหนิเรา เราจะพัฒนาได้อย่างไร ส่วนมากเวลา ที่ว่าอะไรเรา เราก็จะบอกว่า คนนั้นคนนี้ทำ เขาก็สอนว่า ถ้ามัวแต่คิดแบบนี้ ก็ไม่มีทางจะพัฒนา โอ๊ยอยู่กันมานาน เรียกเราไปจับสอนนั่งสอน (อันนี้ถือว่าโชคดี) เพราะถ้าเขาไม่รัก เขาจะไม่สอนเลยก็มี สรุปต้องอดทนก็จะประสบความสำเร็จ

     
  8. wasedaclub

    11/13/2011 at 5:03 am

    เป็นข้อมูลอีกมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจเลยค่ะ

    ขอบคุณที่แบ่งปันนะคะ

     
  9. rattana

    07/26/2012 at 8:27 am

    คุณ kratai ทำงานบริษัทญี่ปุ่นที่ไหนคะ โชคดีจัง

     

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: