RSS

Category Archives: Life in japan

Tokyo Diary : Training Program at Waseda University

ฉันและพี่อ้อ (Staff ของโรงเรียนภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นวาเซดะ)
ได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยวาเซดะเดินทางไปศึกษาดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น
ระยะเวลา 1 สัปดาห์ค่ะ



บรรยากาศของมหาวิทยาลัยวาเซดะจากที่ฉันเคยเห็นแต่ในภาพถ่าย

พอได้มายืนอยู่ที่หน้าหอประชุมโอคุมะจริงๆแล้ว
สิ่งที่เห็นในภาพ กับสิ่งที่เห็นด้วยตา มันแตกต่างกันมาก

บรรยากาศที่นี่ดีๆมากค่ะ ถึงแม้จะเป็นช่วงฤดูร้อน
แต่ก็มีลมพัดเย็นสบายและมีเสียงนกและแมลงร้องเบาๆ
เป็นสถานที่ๆเหมาะแก่การมาเรียนและมาใช้ชีวิตมากๆ

พวกเราได้ใช้เวลาไปกับการเข้าฟังแลคเชอร์จากสำนักงานฝ่ายต่างประเทศ
และได้เดินชมแต่ละวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยซึ่งไม่อยู่ไกลกันมาก
รวมทั้งได้เยี่ยมชมแต่ละหน่วยงาน เช่น อาคารกิจกรรมนักศึกษา
ได้เห็นชีวิตของนักศึกษาที่นี่แล้วก็รู้สึกอิจฉานิดๆ  เพราะที่นี่มีสิ่งอำนวยความสะดวก
ให้กับนักศึกษาทั้งในส่วนของกิจกรรม  การให้ข้อมูลวิชาการแก่นักศึกษา
และการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของนักศึกษาทุกคนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน

นอกจากนี้ยังได้ไปเยี่ยมชมการดำเนินงานของโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นชื่อดังในโตเกียว
ได้แก่ โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นชินจุกุ และ โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นเซนดะกะยะ
ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนและสอบถามเกี่ยวกับหลักสูตรภาษาญี่ปุ่นของแต่ละโรงเรียน



ต้องขอขอบคุณมหาวิทยาลัยวาเซดะ ที่ใจดีมอบโอกาสพิเศษนี้ให้แก่พวกเรา

ความมีน้ำใจและเอื้อเฟื้อของเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยทุกๆคนที่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์
ขอบคุณคุณนากาสึกะ ที่ต้อนรับและดูแลพวกเราเป็นอย่างดี ทั้งขนม และอาหารญี่ปุ่นอร่อยๆ 

และที่สำคัญขอขอบคุณ คุณทาคาฮาชิ (คุณชู) เจ้านายใจดีที่ช่วยเหลือเป็นล่ามแปลข้อมูลให้พวกเรา
แถมยังพาพวกเราไปเที่ยว  ช่วยถ่ายรูปให้ และให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางท่องเที่ยว

ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ประเทศญี่ปุ่น ถึงแม้จะเหนื่อยล้าบ้าง แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่สนุกและตื่นเต้น


ได้มาลองใช้ชีวิตประจำวันแบบคนโตเกียว
ทำให้รู้สึกกระฉับกระเฉงและไม่เฉื่อยชาค่ะ

 

รายการโทรทัศน์สัมภาษณ์นักศึกษา ม.วาเซดะ อภินรา ศรีกาญจนา

รายการ Station of Life  สัมภาษณ์ อภินรา  ศรีกาญจนา (มะปราง)
นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะศิลปศาสตร์นานาชาติ  มหาวิทยาลัยวาเซดะ
ที่โรงเรียนภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นวาเซดะ ค่ะ

มะปรางได้เล่าถึงการเรียนที่วาเซดะและการใช้ชีวิตในประเทศญี่ปุ่นไว้อย่างน่าสนใจ
พร้อมทั้งคำแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยวาเซดะหรือไปเรียนที่ญี่ปุ่น

ติดตามชมได้ในรายการ Station of Life ช่อง TNN2 (True Visions)  
วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคมนี้ เวลา 14.00น. นะคะ

อ่านข้อมูลเกี่ยวกับคณะศิลปะศาสตร์นานาชาติ  มหาวิทยาลัยวาเซดะ
http://www.waseda.jp/sils/en/

 

よこはま 

みなさん、「よこはま」という名前(なまえ)を聞(き)いたことがありますか。

東京都(とうきょうと)のとなり、神奈川県(かながわけん)にある有名(ゆうめい)
な町(まち)です。すてきな所(ところ)がたくさんありますから、チャンスが

あったら、ぜひ行(い)ってみてください。



ここは「山下公園(やましたこうえん)」です。
この船(ふね)は「氷川丸(ひかわまる)」という船(ふね)です。
昔(むかし)、荷物(にもつ)やお客(きゃく)さんを乗(の)せていましたが、
今(いま)はずっとここにとまっています。山下公園(やましたこうえん)のすぐ近(ちか)くには、
中華街(ちゅうかがい)(China Town)や、横浜(よこはま)マリンタワーなどがあって、
観光客(かんこうきゃく)(Tourist)もたくさんいて、にぎやかな所(ところ)です。
天気(てんき)がいい日(ひ)に散歩(さんぽ)すると、とても気持(きも)ちがいいですよ。



ここは「赤(あか)れんがパーク」です。 
1911年に赤(あか)いれんが(Brick)を使(つか)って造(つく)られました。
ここは外国(がいこく)の船(ふね)が持(も)って来(き)た荷物(にもつ)を置(お)
いておく所(ところ)でした。今(いま)は、文化(ぶんか)ホールやレストラン、いろいろなお店
(みせ)がたくさんあります。ドラマや映画(えいが)のロケ(Location)
にもよく使(つか)われている場所(ばしょ)です。みなさんも、日本(にほん)
のドラマや映画(えいが)で見(み)たことがあるかもしれませんね。

 

ここは「みなとみらい」です。
このエリア(Area)には、有名(ゆうめい)なホテルやゆうえんち(Amusement Park)
などがあります。写真(しゃしん)の一番高(いちばんたか)いビルは、日本(にほん)
で一番高(いちばんたか)いビル(高(たか)さ296M)「ランドマークタワー」です。
70階(かい)あって、その中(なか)にいろいろなお店(みせ)や事務所(じむじょ)、
ホテルがあります。 夜(よる)になると、夜景(やけい)(Night View)
がとてもきれいですから、デートをするにはとてもいい所(ところ)ですよ。   

(書(か)いた人(ひと):内田(うちだ) たかこ)

 
 

地震(じしん)の被害(ひがい)にあった人たちへの応援(おうえん)ソング

日本で人気のある歌手(かしゅ)、「スキマスイッチ」が、今回の地震(じしん)と津波(つなみ)で

被害(ひがい)を受けた人たちを励(はげ)ますメッセージと歌「奏(かなで)」をYou Tubeに
アップしました。

とてもいい歌ですので、きいてみてください。

 

หลักสูตรภาษาญี่ปุ่น ศูนย์ภาษาญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยวาเซดะ 2011

โรงเรียนภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นวาเซดะ เปิดรับสมัครผู้ที่สนใจเข้ารับการคัดเลือกพิเศษ
เพื่อศึกษาหลักสูตรภาษาญี่ปุ่น (Intensive Japanese Language Program)
มหาวิทยาลัยวาเซดะ

1. ระยะเวลาเรียน 1 ปี
(ก.ย. 54 – ส.ค. 55)  หรือ  6 เดือน  (ก.ย. 54 – ก.พ. 55)

2. หลักสูตรและสถานที่
หลักสูตรภาษาญี่ปุ่น ศูนย์ภาษาญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยวาเซดะ
(วิทยาเขตวาเซดะ เขตชินจูกุ กรุงโตเกียว)

3. กำหนดรับสมัคร
วันที่ 1 มีนาคม – 9 เมษายน พ.ศ.2554

4. สถานที่รับ สมัคร
โรงเรียนภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นวาเซดะ (ประเทศไทย)

5. จำนวนที่รับ
ไม่เกิน 6 คน

6. คุณสมบัติผู้สมัคร
ผู้ที่กำลังเรียนหรือเคยเรียนที่โรงเรียนภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นวาเซดะ

7. หลักเกณฑ์คัดเลือก
คัดเลือกโดยพิจารณาจากเอกสารใบสมัครและสัมภาษณ์

8. วิธีการสมัครและขั้นตอนการคัดเลือก
8.1 ดาวน์โหลดใบสมัครและคู่มือการสมัครจากเว็บไซต์
และยื่นใบสมัครพร้อมกับเอกสารประกอบซึ่งระบุในรายการเอกสารที่โรงเรียน ฯ 

ดาวน์โหลดใบสมัคร
http://www.waseda.jp/cjl/html/itaku.html   (กรุณา ดาวน์โหลดจากหน้านี้เท่านั้น)

8.2  นัดสอบ สัมภาษณ์รายบุคคลที่โรงเรียนภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นวาเซดะ กรุงเทพหรือศรีราชา

8.3  ประกาศ แจ้งผลการคัดเลือกโดยโรงเรียน ฯให้ผู้สมัครทราบเป็นรายบุคคล

8.4  ส่งเอกสารใบสมัครเพิ่มเติม

8.5  ศูนย์ ภาษาญี่ปุ่นประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกอย่างเป็นทางการ
ประมาณ กลางเดือนมิถุนายน

9. รายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตรภาษาญี่ปุ่น

ดำเนินการโดยศูนย์ภาษา ญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยวาเซดะ  จัดวิชาเรียน
โดยแบ่งตามระดับ ทักษะ และหัวข้อการเรียนรู้ ซึ่งมุ่งเน้นผู้ที่ศึกษาจบ
ระดับปริญญาตรีหรือผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ในหลักสูตรที่เหมาะสม
ผู้เรียนสามารถเรียนภาษาญี่ปุ่นทั่วไปโดยผสานเข้ากับความสนใจ
และความสามารถของตนกรุณาดูรายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตร
ภาษาญี่ปุ่นที่ เว็บไซต์ http://www.waseda.jo/cjl/html/e_study.index.html

หมายเหตุ
หลักสูตรนี้ไม่ใช่หลักสูตรที่มีเป้าหมายในการเรียนภาษาญี่ปุ่นเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย

10. ค่าเล่าเรียน
หลัก สูตร 1 ปี  ค่าเล่าเรียน 871,000 เยน   หลักสูตร 6 เดือน  ค่าเล่าเรียน 468,000 เยน
รวมค่าสมัคร ค่าแรกเข้า ค่าเล่าเรียน และค่าประกันสุขภาพ

11. ที่พัก
นักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกแล้วสามารถหาที่พักด้วยตนเองได้
นักเรียนที่ต้องการพักในหอพักนักศึกษาของมหาวิทยาลัยวาเซดะ
กรุณาแจ้งความต้องการผ่านโรงเรียนภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นวาเซดะ
หากมีผู้แจ้งความต้องการหอพักเกินกว่าจำนวนที่หอพักกำหนด
นักเรียนจะได้รับการแนะนำหอพักเอกชน ค่าที่พักและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
ภายในหอพักเป็นจำนวนเงินประมาณ 70,000 – 80,000 เยนต่อเดือน

12. กำหนดการระหว่างขั้นตอนการสมัคร

ขั้นตอน ช่วง เวลา
รับสมัคร 1 มี.ค – 9 เม.ย. 54
สัมภาษณ์ ที่โรงเรียน ฯ กรุงเทพและศรีราชา ประมาณ9-20 เม.ย. 54
ประกาศผลการคัดเลือกโดย โรงเรียน ฯ 21 เม.ย. 54
ส่งเอกสารประกอบการสมัคร เพิ่มเติม ภาย ใน 4 พ.ค. 54
โรงเรียนส่งเอกสารของผู้ สมัครไปมหาวิทยาลัย 6 พ.ค. 53
ประกาศผลการคัดเลือกอย่าง เป็นทางการ 

โดยมหาวิทยาลัย ฯ

15 มิ.ย. 54
ชำระค่าเล่าเรียนของภาค เรียนที่ 1และจองหอพัก ต้น เดือนกรกฎาคม
ได้รับใบรับรองสถานภาพการ พำนัก กลางเดือนสิงหาคม
ขั้นตอน ช่วงเวลา
ยื่นขอวีซ่า หลังจากได้รับใบรับรองสถานภาพการพำนัก
เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ปลายเดือนกันยายน

ดาวน์โหลดเอกสารประกอบการสมัครเข้าร่วมโครงการ

ติดต่อสอบถาม โรงเรียนภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นวาเซดะ
โทรศัพท์ 02-670-3456, 080-269-0678
หรือ e-mail : // manida@waseda.ac.th

 

Waseda Study Trip in Japan 2011 ตอนที่ 2 : Harajuku

สวัสดีครับ

โรงเรียนสอนภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นวาเซดะ ได้จัดโครงการ Study Trip in Japan
ขึ้นที่มหาวิทยาลัยวาเซดะ ประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ 20 มีนาคม – 4 เมษายน 2554
โดยครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4แล้ว

http://www.waseda.ac.th/-3-

 

Blog ที่เขียนขึ้นในครั้งนี้เป็นการแนะนำสถานที่ต่างๆที่มีกำหนดเที่ยวชมไว้ในโครงการครั้งนี้
สถานที่ที่ผมจะขอแนะนำในครั้งนี้ คือ ฮาราจุกุ ครับ

ฮาราจุกุนั้นอยู่ห่างจากสถานีชินจุกุเพียงสองสถานี  เป็นย่านที่มีชื่อเสียงมากในด้านแฟชั่น
ของประเทศญี่ปุ่น  เมื่อเดินออกมาจากหน้าสถานีรถไฟก็จะพบกับย่านร้านค้า
ที่เรียกว่า ถนน Takeshitaผู้คนที่เดินผ่านไปมาในย่านนี้นั้นแต่งกายกันหลากหลายสไตล์
ลำพังแค่เดินดูโดยไม่ซื้อหาอะไร ก็เพลิดเพลินเหมือนได้มาดู Fashion Show กันเลยทีเดียว

 

สมัยก่อนนั้นในย่านนี้จะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่มาจากยุโรปและอเมริกา
แต่ในปัจจุบันมีชาวเอเชีย เช่น ไทยและจีน มาเที่ยวกันเพิ่มขึ้น
หากต้องการหาซื้อของฝากสไตล์ญี่ปุ่นในราคาสบายกระเป๋า ที่ถนน Takeshita
มีร้าน 100 เยน (Daiso) มีสินค้าจำหน่ายจำนวนมากให้เลือกซื้อกันได้อย่างจุใจ

ถัดมาอีกนิด ใกล้กับถนน Takeshita ก็จะพบห้าง La Foret Harajuku ที่ภายในได้รวบรวมร้านค้า
แฟชั่นไว้จำนวนมาก

http://www.laforet.ne.jp/

ที่นี่จะมีร้านที่จำหน่ายเสื้อผ้าแนว Gothic & Lolita หลากหลาย Brand ให้ได้เลือกซื้อกัน
อาทิเช่น ANGELICPRETTY, BABY, ALICE AND THE PIRATES, METAMORPHOSE,
Innocent World
, PUTUMAYO, BLACK PEACE NOW

ที่ฮาราจุกุนั้น มีร้านขายเสื้อผ้าที่เปิดร้านได้ใหญ่ตระการตา อย่าง GAP และ United Arrows
นอกจากนี้จากถนนสายใหญ่เข้าสู่ซอยเล็กๆ ก็จะได้พบกับพื้นที่ที่เรียกว่า  Ura – Harajuku
ที่แห่งนี้ เต็มไปด้วยร้านค้า จำนวนมาก และเป็นที่ที่ดีสำหรับผู้ที่เรียนทางด้านแฟชั่นและด้าน
ออกแบบเลยทีเดียว  แต่สำหรับผมแล้วชอบแวะตามร้านหนังสือและร้านกาแฟเล็กๆครับ
สำหรับฮาราจุกุแล้วภายใน 1 วันคงไม่สามารถแวะเที่ยวกันได้ทั้งหมดครับ

 

มีนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการกับเราในครั้งที่ผ่านมา บอกกับเราว่า ได้ใช้เวลาหลังเลิกเรียน
ไปฮาราจุกุมาแล้วหลายครั้ง เนื่องจาก จากมหาวิทยาลัยวาเซดะใช้เวลาเดินทางเพียง 30 นาที

สุดท้ายนี้ พูดถึงอาหารในย่านฮาราจุกุ ก็คงจะเป็น Crape อย่างแน่นอน

ถ้าไปถึงแล้วก็ต้องลองพิสูจน์รสชาติความอร่อยในแบบญี่ปุ่นแท้ๆกันดูนะครับ
ที่นี่เขามีหลายร้านให้เลือกทานกันครับ

 

Waseda Study Trip in Japan 2011 ตอนที่ 1 : ศูนย์ป้องกันภัยพิบัติอิเคะบุคุโระ

สวัสดีครับ

โรงเรียนภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นวาเซดะ จะจัดโครงการ Study Trip in Japan ขึ้น
ที่มหาวิทยาลัยวาเซดะ ประเทศญี่ปุ่น ในระหว่างวันที่ 20 มีนาคม – 4 เมษายน 2554 โดยครั้งนี้
จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 แล้ว

จากนี้ไปผมจะขอแนะนำสถานที่ต่างๆที่มีกำหนดเยี่ยมเยือนในโครงการครั้งนี้นะครับ

สถานที่แรกที่ผมขอแนะนำให้รู้จักนั้น คือ ศูนย์ป้องกันภัยพิบัติอิเคะบุคุโระ
ศูนย์นี้ตั้งอยู่ใกล้ๆกับสถานีรถไฟอิเคะบุคุโระ ซึ่งจัดการและดูแลโดยสำนักงานดับเพลิง
กรุงโตเกียว  ก่อตั้งขึ้นโดยวัตถุประสงค์ เพื่อให้ประชาชนรู้ถึงความน่ากลัวของภัยพิบัติ
และการเตรียมตัวเพื่อรับมือ

สามารถมาพิสูจน์เหตุการณ์จำลองทั้งสี่ ได้แก่ เหตุการณ์แผ่นดินไหว การดับไฟ
การปฐมพยาบาล และการเผชิญกับควันไฟ ได้ที่นี่

ผมได้ยินมาว่าส่วนที่ได้รับความนิยมมากคือส่วนของการจำลองเหตุการณ์แผ่นดินไหวใน
ระดับ 7  การสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวนั้นมีอยู่ 10 ระดับ  ระดับ7 เป็นการสั่นสะเทือน
ที่แรงมากที่สุดครับ กล่าวคือมนุษย์จะไม่สามารถยืนอยู่ได้อย่างแน่นอน
และอาคารก็จะถล่มลงด้วยแรงสั่นสะเทือน

รูปนี้คือสัญลักษณ์ของสำนักงานดับเพลิง กรุงโตเกียว มีชื่อเรียกว่า 「Kyota kun」

อาจได้พบกันที่ศูนย์นะครับ

 

เปิดตัวอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ สนามบินฮาเนดะ

เมื่อวันที่ 31 เดือนตุลาคมที่ผ่านมา สนามบินฮาเนดะได้ทำการเปิดอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ
ผมจึงถือโอกาสไปทำงานที่กรุงโตเกียว ในช่วงต้นเดือนธันวาคม ใช้สนามบินแห่งนี้เป็นครั้งแรก
การเดินทางจากใจกลางเมืองโตเกียวเมื่อเทียบจากสนามบินนาริตะแล้วสนามบินฮาเนดะนั้นใกล้กว่า
และยังสะดวกสบายในการต่อเครื่องบินภายในประเทศ เพื่อบินไปยังเมืองส่วนภูมิภาคของประเทศญี่ปุ่น
(ซัปโปโร, เซนได, นีงาตะ, โทะยามะ, คะโงะชิมะ เป็นต้น)

อีกทั้งสถานีรถไฟยังอยู่ในชั้นเดียวกับชั้นของผู้โดยสารขาออก คงจะทำให้ไม่เกิดการหลงทาง
ภายในตัวอาคารสนามบินมีร้านที่ออกแบบให้เป็นร้านค้าญี่ปุ่นสไตล์ดั่งเดิม และร้านค้าสไตล์ญี่ปุ่นสมัยใหม่
ให้ช้อปปิ้งกันอย่างเพลิดเพลินสนุกสนานในระหว่างช่วงเวลารอเครื่องบิน
(ราคาเมื่อเทียบกับอะซะคุสะหรืออากิฮาบาระแล้วแพงกว่า)

สายการบินที่บินตรงจากสนามบินสุวรรณภูมิ ได้แก่ Japan Airline, ANA, การบินไทย (TG)
ที่เปิดให้บริการอยู่ในขณะนี้ในด้านราคาค่าตั๋วเครื่องบินนั้นแพงกว่า เมื่อเทียบกับการบินไปลงที่สนามบินนาริตะ
เนื่องจากสนามบินฮาเนดะมีการกำหนดค่าธรรมเนียมสนามบินที่แพงกว่า

แต่หากคุณจะออกเดินออกจากสนามบินในช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืนนั้น คุณก็จะสามารถสนุกสนานกับการท่องเที่ยว
ช้อปปิ้งในโตเกียว ทำให้ใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่า (สนามบินนาริตะไม่มีเที่ยวบินที่บินมากรุงเทพหลังเวลา2ทุ่ม)

แต่ในครั้งนี้ผมได้เดินทางด้วยสายการบิน Cathay Pacific บินไปต่อเครื่องที่ฮ่องกง
ค่าตั๋วเครื่องบินนั้นเท่ากันกับกรณีที่ใช้สนามบินนาริตะ

หากใครที่จะไปเที่ยวหรือไปทำงานที่โตเกียวในครั้งหน้า คงไม่ได้มีเพียงแค่สนามบินนาริตะเป็นทางเลือกเดียว
อีกต่อไปแล้ว ลองหาเที่ยวบินที่ลงที่สนามบินฮาเนดะกันดูนะครับ แต่กรณีที่จะเดินทางไปที่ อุเอะโนะ
หรือไซทามะ หากใช้รถไฟ Skyliner จากสนามบินนาริตะก็คงจะใกล้กว่า ดังนั้นจึงควรลองเปรียบเทียบ
ค่ารถไฟและเวลาในการเดินทางดูนะครับ

 
 

Get Together Party in Tokyo‏

วันที่ 5 เดือนธันวาคม ที่ผ่านมา ได้มีการจัดงานเลี้ยงนัดพบนักเรียนเก่า
ของโรงเรียนภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นวาเซดะ ประเทศไทย ขึ้นที่เมืองโตเกียว

จำนวนศิษย์เก่าที่มาในวันนั้นทั้งหมด 30 คน คือศิษย์เก่าที่ได้ไปศึกษาต่อยังประเทศญี่ปุ่น
และศิษย์เก่าที่ทำงานอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งอาจารย์ที่เคยสอนที่โรงเรียนเรา
สถานที่นัดพบนั้นคงจะเป็นที่ไหนไปไม่ได้ หากไม่ใช่ ร้านไทยเทวา ร้านของคุณบอล
นักเรียนที่จบการศึกษาจากไทยวาเซดะเช่นกันครับ

ผมดีใจมากๆแลยครับ ที่นักเรียนของเราเก่งภาษาญี่ปุ่นขึ้นเยอะเลย เยอะกว่าตอนเรียนที่นี่อีก
อีกทั้งนักเรียนทั้งเรียนด้วยทำงานด้วยเก่งจริงๆ  ดูเหมือนว่า การเขียนวิทยานิพนธ์ การทำวิจัย
การสอบเข้ามหาวิทยาลัย จะเป็นเรื่องที่ลำบาก แต่นักเรียนของเราก็ได้ใช้ชีวิตกันอย่างเต็มที่กันเลยเดียว
ทำให้ผมหมดห่วงจริงๆ จากนี้ไปก็คงจะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว ก็ขอให้ระมัดระวังสุขภาพกันด้วยนะครับ
จะได้ไม่เป็นหวัดกัน สุดท้ายนี้ก็ ขอให้พยามกันต่อไปกับการเรียนและการทำงานนะครับ

* การเดินทางไปที่ร้านไทยเทวา *
ร้านอยู่ใกล้ๆกับสถานีโอยามะ เดินทางจากสถานีอิเคะบุคุโระด้วยรถไฟสายโทบุโทโจมา 3 สถานีเท่านั้น

 

จากร้านดอกไม้สู่ร้าน Jazz คอฟฟี่ช๊อป

เพียงห้านาทีจากวาเซดะแคมปัสโดยการเดินเท้า เราก็จะพบกับร้านคอฟฟี่ช๊อปที่มีชื่อว่า

“JAZZ NUTTY” เมื่อเราได้เปิดประตูสีเขียวเข้าไปก็จะได้พบกับโลก
ที่เต็มไป ด้วยเสียงดนตรี ภายในร้านนั้นมีโต๊ะเล็กๆพร้อมเก้าอี้ตั้งเรียงอยู่เพื่อสำหรับนั่งฟังดนตรี
ทางร้านมีจำหน่ายเฉพาะเครื่องดื่มเท่านั้น ไม่มีการจำหน่ายอาหารเนื่องจากทางเจ้าของร้านคิดว่า
หากจำหน่ายอาหารด้วยเสียงของการทำอาหารนั้นจะะทำให้รบกวนลูกค้าที่มาฟังดนตรี

ร้าน JAZZ NUTTY นั้นเป็นธุรกิจของคู่สามีภรรยา เปิดมาตั่งแต่เมื่อเดือนมกราคม ปี 2009
คำว่า “NUTTY” ที่เป็นชื่อร้านนั้นได้มาจากชื่อเพลงของ Thelonious Monk นักเปียนโนเพลงแจ๊ส
ที่คุณสามีชื่นชอบ ที่ความหมายโดยรวมนั้นหมายถึง “เพี้ยนๆ” “บ้าบอๆ”

ก่อนที่จะเปิดร้าน JAZZ NUTTY สามีภรรยาคู่นี้ได้เปิดร้านดอกไม้กัน มาก่อน
ทั้งสองเป็นคนอัธยาศัย ยิ้มแย้มแจ่มใสเสมอ จึงทำให้บรรยากาศภายในร้านดูอบอุ่น
พวกเขาเล่าว่า เปิดร้านดอกไม้มาเป็นเวลา 26 ปี แต่เนื่องด้วยแคมปัสของวิทยาลัย
ต้องการขยายพื้นที่จึงทำให้พวกเขา ต้องย้ายที่อยู่ เขาจึงตั่งใจว่าจะเปิดร้านค๊อฟฟี่ช๊อป
เพราะเป็นความต้องการ ของเขามาโดยตลอดจึงไม่เลือกทำกิจการร้านดอกไม้ต่อไป
พวกเขาคิดว่าการย้ายมาอยู่ใกล้กับ วาเซดะแคมปัส น่าจะมีคนโปรดปรานดนตรี JAZZ อยู่มาก
จึงมีบรรดานักศึกษาและอาจารย์มหาวิทยาลัยวาเซดะ แวะเวียนกันมาเป็นประจำ
อีกทั้งภายในร้านยังมีของประดับร้านแบบตั่งโชว์ที่นักศึกษาวาเซดะ ได้ทำให้ไว้ตกแต่งร้านอีกด้วย

ที่ซ่อนตัวของชาววาเซดะ

เขาได้พบกับภรรยาในมหาวิทยาลัย  Dokkyo ชมรม Modern Jazz
ดนตรีแจ๊สจึง เป็นสายสัมพันธ์ทำให้เค้าสองคนได้มาพบกัน ดนตรีแจ๊สจึงเปรียบเสมือน
สิ่งที่เขาขาดไม่ได้ในชีวิต ในสมัยที่เขาเรียนอยู่นั้น หากได้ไปร้านคอฟฟี่ช๊อปก็จะมีความรู้สึก
เหมือนได้ปลดปล่อยจิตใจไปกับท่วงทำนอง เขาจึงมีความตั่งมั่นอยากจะเปิดร้านค๊อฟฟี่ช๊อป
ที่มีลักษณะเช่นนี้ และแล้วความต้องการของเขาก็ได้เป็นจริง มีลูกค้าได้เคยบอกกับเขาว่า
เวลามาที่นี่แล้วรู้สึกสบายใจจึงอยากมาคนเดียวโดยไม่ชวนใคร
เพราะว่าบรรยากาศพร้อมกับเสียงดนตรีทำให้ลืมโลกภายนอกไปได้
สามารถอยู่กับตัวตนที่แท้จริงของตนเอง

การเดินทางมาของเจ้าลำโพงตัวนี้

ลำโพงเป็นสิ่งที่เจ้าของร้านภูมิใจมากๆ เขารับได้ลำโพงตัวนี้มาจากอาจารย์ท่านหนึ่งโดยบังเอิญ
ในตอนที่เขา ยังทำกิจการร้านดอกไม้อยู่ซึ่งขณะนั้นเขากำลังจะย้ายไปอยู่ที่ อื่นอาจารย์ท่านนี้
จึงนำมามอบให้แก่เขา มันเป็นสิ่งล้ำค่ามากสำหรับเขาเพราะในเวลานี้ไม่มีจำหน่ายในท้องตลาดแล้ว
แม้ว่าตอนที่เขาจะได้มาในสภาพที่ไม่สามารถใช้การได้ก็ตาม ในตอนนั้นเขาจึงตัดสินใจนำไปซ่อม
ที่เมืองยามางะมะ  เจ้า ลำโพงจึงถูกส่งตรงไปยังช่างซ่อมฝีมือดีและถูกส่งกลับมาในสภาพที่ใช้การได้
พร้อมกับขาตั้งลำโพงที่เหมาะสมกับเจ้าลำโพงตัวนี้ ลำโพงตัวนี้จึงเป็นลำโพงแห่งความภาคภูมิใจ
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่มีความสุขปนกับความเขินอาย

สำหรับผู้ที่เริ่มฟังเพลงแจ๊สนั้นเมื่อพูดถึงราชาแห่งเพลงแจ๊สสมัย ใหม่แล้วก็คงจะนึกถึง

Miles Dewey Davis ก็เหมือนกับ Thelonious Monk ที่เป็นราชาเพลงแจ๊สประจำร้าน NUTTY
และเขายังได้กล่าวไว้อีกว่า การที่จะถูกขนานนามให้เป็นราชาเพลงแจ๊สผู้ยิ่งใหญ่นั้นจะต้องมี
จุดเด่นของผลงานตนเองดังนี้ คือ อัลบั้มของพวกเขาจะต้องถูกกล่าวขานไม่ว่าจะถูกนำ

มาฟังกี่ครั่ง ก็ตามต้องให้ความรู้สึกดีในท่วงทำนองหากทำได้เช่นนั้นแล้ว พวกเขาจะค้บพบจิตวิญญาณ
ที่สวยมามผ่านท่วงทำนองของความสุขในการใช้ ชีวิต

สุดท้ายนี้เขายังได้ฝากข้อคิดเล็กๆน้อยๆสำหรับคนที่ต้องการ ค้นหาสิ่งใหม่ๆให้กับชีวิต
“ในการลงมือทำอะไรใน ครั้งแรกนั้นเราอาจมีเพียงแค่ความกล้าแต่เมื่อเราได้เปิดประตู
เพื่อต้อนรับสิ่งใหม่ๆแล้วเราอาจจะได้พบกับสิ่งใหม่ๆที่รอเราอยู่”

http://www.waseda.jp/student/weekly/contents/2010b/1228/228k.html

 

ปัณณทัต ปคุณวานิช (ฟาง) นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์นานาชาติ มหาวิทยาลัยวาเซดะ ประเทศญี่ปุ่น

ปัณณทัต  ปคุณวานิช (ฟาง)
จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)
ปัจจุบันเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะศิลปศาสตร์นานาชาติ
มหาวิทยาลัยวาเซดะ  ประเทศญี่ปุ่น

ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยวาเซดะได้อย่างไรคะ
สาเหตุจากตอนนั้นรู้สึกเบื่อระบบการสอบโอเน็ตเอเน็ตมากครับ
(ฟางเป็นนักเรียนรุ่นแรกที่มีการสอบเอ็นทรานซ์ด้วยวิธีนี้)
ไม่ไหวแล้ว ขี้เกียจไปแย่งที่เรียนกับคนอื่น ก็เลย เอ๊า … หาที่เรียนใหม่ดีกว่า
จริงๆแล้วผมสนใจประเทศญี่ปุ่นกับภาษาอยู่แล้วครับ

วิธีการสมัครหลักสูตรคณะศิลปะศาสตร์นานาชาติ SILS
อย่างแรกก็ต้องมี Portfolio ก่อนครับ ส่งไปก่อนรอบแรก
ในนั้นก็ใส่กิจกรรมที่เราเคยทำมา อย่างเช่น ทำค่าย ทำกีฬาสี เป็นประธานสี
ทำขบวนพาเหรด แล้วก็เขียนเรียงความ หัวข้อที่ส่งไปก็เรื่องเกี่ยวกับความฝัน
ของฉันในอนาคต จากนั้นก็รอเขาแจ้งมาว่าผ่านไหม ถ้าผ่านก็รอสัมภาษณ์ครับ

ก่อนจะเดินทางไปเรียน ฟางเคยไปญี่ปุ่นมาก่อนหรือเปล่า
เคยครับ ก็เคยไปกับหลักสูตรภาษาญี่ปุ่นระยะสั้น 3 สัปดาห์
กับโรงเรียนภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นวาเซดะครับ

ไปเรียนต่อญี่ปุ่น คุณพ่อคุณแม่ไม่เป็นห่วงแย่เลยเหรอ
ไม่ค่อยเท่าไหร่ครับ เพราะพี่ชายเรียนอยู่ APU อยู่แล้ว ห่างกันคนละโยชน์ครับ (หัวเราะ)
พี่ชายเรียนอยู่ที่ Ritsumekan

ชีวิตเด็กหอญี่ปุ่น
นั่งรถไฟรถไฟก็เสีย ไปโรงเรียนสาย ไม่ได้สอบ (หัวเราะ)
แล้วก็ประสบการณ์รถไฟปลากระป๋องครับ (หัวเราะ) ยัดไม่ได้
ต้องเอาหน้าเกาะติดกระจกแบบนี้ (ทำท่าให้ดู) ต้องยืนแอ่น ตัวลีบ พอประตูปิด ประตูก็เฉียดพุง

แล้วไม่เบื่อเหรอ ต้องนั่งรถไฟแน่นๆทุกวัน
ก็ขึ้นอยู่กับบางวันครับ บางวันก็ไม่แน่นครับ แต่ถ้าแน่นมากๆก็ต้องทำใจครับ

เพื่อนๆร่วมชั้นเรียน
ก็มีคนไทยครับ ต่างชาติก็เยอะ อินเดียก็ฟังสำเนียงยากหน่อย คนจีนเยอะมาก เกินครึ่งห้อง
ส่วนใหญ่ก็เกาะกลุ่มกัน คุยเสียงดัง ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง เพื่อนชาวจีนกับสิงคโปร์ก็ค่อนข้างสนิทกันหน่อย
เพราะอยู่หอเดียวกัน บางทีก็ไปคาราโอเกะ ไปโยนโบลิ่ง ไปกินข้าวด้วยกัน



จีบสาวญี่ปุ่นบ้างหรือเปล่า

ยังเร๊ย …  (ทำเสียงหล่อ) ยังเด็กอยู่ ยังไม่คิดเรื่องนี้  … (จริงอ่ะ)

กิจกรรมนอกห้องเรียน ทำอะไรบ้างในมหาวิทยาลัย
ชมรมเยอะมาก ตอนนี้ก็คิดๆอยู่ว่าอาจจะเข้าชมรมแบด แล้วก็ชมรมชักดาบ
(ชมรมชักดาบไม่ใช่ชมรมกินก๋วยเตี๋ยวแล้วเผ่นนะครับ)
แต่เป็นชมรมที่สอนรูปแบบการชักดาบแบบญี่ปุ่น แบบชักดาบออกจากฝักอ่ะ
แต่ไม่ได้ชักดาบแล้วมาฟันกันหรือต่อสู้กันนะครับ
แต่เป็นแค่การแสดงรูปแบบการชักดาบออกจากฝักในลักษณะต่างๆ

กลับเข้ามาสู่คำถามซีเรียส  คณะที่เรียน เรียนอะไรกันบ้าง

เยอะมากครับ เฉพาะ Introduction ก็มีสิบกว่าคอร์ส
แต่ตอนเข้าไปใหม่ๆใครที่ภาษาอังกฤษยังไม่แข็งแรง เขาจะมีการสอบวัดความรู้
พอจบเทอมแรก เทอมที่สองก็จะเข้า Intermediate Course ซึ่งก็จะมีแยกย่อยออกไปอีก
อย่างเช่น ถ้าเรียน Business ก็จะแบ่งออกเป็น International Relation อะไรประมาณนี้

วิชาที่ได้คะแนนดีที่สุด
วิชา Psychology ครับ เพราะเข้าเรียนบ่อยสุด

วิชาที่ … เกือบตก

วิชา Stat เลยครับ  แบบว่าโง่เลขครับ  จบศิลป์คำนวณมา แต่โง่เลข
บางทีตอนสอบก็ถึงขั้นนับนิ้วเลือกช๊อยส์กันเลยทีเดียว  (อุ๊ย อุ๊ย เหมือนกันเลย)

มีแผนเรียนต่อปริญญาโทไหมคะ และจะเลือกเรียนสาขาอะไร
ก็คงจะเป็น Business Management นะครับ
แต่จะเป็นมหาวิทยาลัยอะไรยังไม่ทราบครับ

ไปเที่ยวต่างจังหวัดที่ไหนมาบ้าง
เคยไปออนเซ็นที่ฮาโกเนะกับเพื่อนคนจีน  ไกลหน่อยแต่ก็ดีนะครับ
นั่งรถไฟจากโตเกียวไปประมาณ 2 ชั่วโมง  เป็นออนเซ็นแยกชายหญิง สนุกดีครับ

โตขึ้นอยากเป็นอะไร
ไม่รู้เลยครับ (หัวเราะ) คงเรียนไปเรื่อยๆก่อนน่าจะรู้ว่าตัวเองชอบทำอะไร
อาจจะทำธุรกิจการค้าระหว่างประเทศครับ

 

Jap@n Products : มือจับมันฝรั่ง สบายใจไม่ต้องกลัวนิ้วเปื้อน !

Gadgetแปลกแหวกแนวจากญี่ปุ่นด้วยมือพลาสติก ซึ่งมีความสามารถในการคว้ามันฝรั่งทอดออกจากถุง
และหยิบใส่ปากโดยไม่ต้องกลัวว่านิ้วจะเปื้อน เครื่องมือนี้ออกแบบมาเพื่อการหยิบชิ้นมันฝรั่งโดยเฉพาะ
สำหรับแก้ปัญหาการกินมันฝรั่งทอดแล้วมือมักจะเลอะเทอะ (และมืออาจจะเหม็น หรือ มันเยิ้ม)

วิธีการใช้งานก็ง่ายนิดเดียว เพียงแค่กดปุ่มที่อยู่บนตัวเครื่อง(มือ) และติ๊งต่างว่านิ้วพลาสติกเล็ก ๆ นั้นคือนิ้วของเรา
จากนั้นก็เพลิดเพลินกับการกินมันฝรั่งทอดแบบไม่ต้องใช้มือจริงล้วงจากก้นถุง

ทั้งอร่อย สนุก เพลิน … และไม่เปื้อน อีกต่อไป
สนนราคาเครื่องละ 699 เยน มีให้เลือกถึงสามสีเชียวนะจ๊ะ

เข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ

http://www.takaratomy.co.jp

หมายเหตุ :ข้อมูลจาก Tomy Company Ltd.

 
1 Comment

Posted by on 09/01/2010 in Fashion, Gadgets, Life in japan, Variety

 

Tags:

ตัดผมเสร็จทันใจ ภายใน 10 นาที

นี่คือร้านตัดผมซึ่งกำลังเป็นที่นิยม  ด้วยบริการตัดผมเสร็จเร็วทันใจ ภายในเวลา 10 นาที !
สนนราคา 1,000 เยนต่อหัว (ราวๆ 370 บาท) ซึ่งบริการของที่นี่จะบริการเฉพาะตัดแต่งทรงผมเท่านั้น
ไม่มีบริการสระผมหรือบริการโกนหนวด

โดยวิธีการเข้ารับบริการ  ลูกค้าจะต้องบริการตัวเองด้วยการซื้อตั๋วจากตู้หยอดเหรียญ
และเมื่อนั่งประจำที่พร้อมรับบริการ คุณลูกค้าก็สามารถนั่งเพลินๆ ด้วยการชมข่าวจากจอทีวีแอลซีดีที่อยู่ตรงหน้าได้สบายใจเฉิบ

ร้านตัดผม QB House แห่งนี้สามารถดึงดูดกลุ่มเป้าหมายหลักๆโดยเฉพาะบรรดา Business Man
ที่สุดแสนจะ Busy และมีชีวิตที่รีบเร่ง  ขณะนี้เขากำลังจะขยายสาขาเพิ่ม ณ ประเทศสิงคโปร์และฮ่องกงอีกด้วยค่ะ


แปลบทความจาก วารสาร Japan Close Up ฉบับเดือนสิงหาคม 2010

 
1 Comment

Posted by on 08/17/2010 in Life in japan, News, Variety

 

Student Talk ติณณวัฒน์ เนื่องจำนงค์ (ฟีล์ม) นักศึกษาไทยที่ไปป๊อบปูล่าร์ที่ญี่ปุ่น


ติณณวัฒน์ เนื่องจำนงค์ หรือ ฟีล์ม เรียนจบระดับชั้นมัธมปลายจากโรงเรียนสารสาสน์เอกตรา
จบปริญญาตรีคณะศิลปะศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติ (SILS) จากมหาวิทยาลัยวาเซดะ  โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
ขณะนี้กำลังเตรียมตัวเพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาโทอยู่ที่ญี่ปุ่นเช่นกันค่ะ

หลังจากที่เรียนจบม .ปลายที่เมืองไทย ฟิล์มมาเรียนต่อระดับปริญญาตรีที่ญี่ปุ่นได้อย่างไรคะ
ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว จำได้ว่าตอนนั้นผมก็ยังงงๆกับชีวิตก็ตัวเองอยู่เหมือนกัน รู้แค่เพียงว่าอยากไปญี่ปุ่น
คือเป็นที่ไหนก็ได้ ขอแค่เป็นญี่ปุ่น คือช่วงนั้นก็กำลังเบื่อๆกับชีวิตประจำวันของตัวเองที่เมืองไทย
และบังเอิญคุณแม่ไปเจอ Waseda Education Thailand ที่บูธงานศึกษาต่อต่างประเทศ
แล้วก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณชูอิชิ  ทาคาฮาชิ ซึ่งได้แนะนำให้ลองสมัครที่ วาเซดะ หรือไม่ก็ APU
ผมก็ลองสมัครไป ซึ่งโชคดีที่ได้ทั้งสองที่เลยนะครับ แต่ผมตัดสินใจเลือกที่วาเซดะ เพราะคนไทยน้อยกว่ามาก
แล้วก็อยู่ในโตเกียวด้วย จำได้ว่าตอนนั้น เดินทางไปเรียนต่ออย่างไร้จุดมุ่งหมาย
เนื่องจากว่ายังไม่ได้มีแพลนอะไรไว้ในหัวเลย

ปัจจุบันกำลังจะศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ญี่ปุ่น ช่วยเล่าถึงหลักสูตรที่เรียน
และ
วิชาที่เรียนเป็นอย่างไร เรียนอะไรบ้าง
คะ
ตอนนี้กำลังสมัครเข้าระดับปริญญาโทอยู่ครับ สมัครไว้สองที่กันเหนียว มหาวิทยาลัยหนึ่งก็ตอบรับแล้วครับ
ส่วนอีกที่คือ มหาวิทยาลัยวาเซดะ คณะที่จะเรียนต่อคือ Graduate School of Asia-Pacific Studies (GSAPS)

แปลเป็นภาษาไทยง่ายๆก็คือ การศึกษาเกี่ยวกับภูมิภาคเอเซีย สาขาหลักที่ลงไว้ก็คือ
Telecommunications Economics, Business and Policy Evaluation

ซึ่งให้ความสำคัญกับการสื่อสารในรูปแบบต่างๆที่ส่งผลกระทบต่อ ธุรกิจและเศรษฐกิจ

ส่วนอีกที่ที่สมัครไว้ และอยากจะไปมากๆๆๆๆ ก็คือที่ Nagoya University
คณะ
Graduate School of International Development (GSID)
สาขา International Development (DID) ซึ่งเน้นหนักไปในด้านการพัฒนาประเทศที่กำลังพัฒนา
โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาทางทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (เพื่อนบ้านเรานี่เอง) ซึ่งผมคิดว่าน่าสนใจมาก
เพราะผมเชื่อว่าอีกไม่นาน ประเทศเพื่อนบ้านของเราจำเป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ในขณะที่ความมั่นคง
ของแรงงานจีนกำลังลดลงทุกวัน  ทั้งนี้ทั้งนั้น เหตุผลหลักๆเลยที่อยากไปนาโกยา ก็เพราะตอนนี้เริ่มเบื่อโตเกียวแล้ว

และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ จะได้ไปช่วยที่บ้านทำงานด้วย เพราะมีออฟฟิศของบริษัทครอบครัวประจำอยู่ที่นาโกยา
เรียนไปทำงานไป แอบพ่อเที่ยวได้ด้วย ยิ่งปืนนัดเดียวได้นกเต็มเลย (หัวเราะ)

อยู่ญี่ปุ่นมากี่ปีแล้วคะ และช่วยเล่าชีวิตที่ญี่ปุ่น หลังจากที่อยู่อาศัยมาในระยะหนึ่ง
ผมอยู่ญี่ปุ่น 4 ปีเต็มๆแล้วครับ ถ้าจะให้เล่ากันจริงๆมันจะยาวมากๆเลย  เริ่มจากตอนเข้ามาเป็นน้องเฟรชชี่ปีหนึ่ง
เป็นช่วงที่ทรมานมาก ภาษาญี่ปุ่นก็ไม่ได้ คนญี่ปุุ่นเขาคิดอะไรกันก็ไม่เข้าใจเพราะเขาแตกต่างกับเรามากๆ
ผมเริ่มต้นชีวิตที่ญี่ปุ่นจากหอพักชายวาเคจุกุ ที่ขึ้นชื่อเลยว่าโหดเหี้ยมมากๆ(ฮ่าๆๆ) เนื่องจากการจัดการระบบต่างๆของหอพัก
ค่อนข้างอย่างมีระเบียบมากๆ โดยเฉพาะเรื่องของความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้อง รุ่นน้องต้องฟังรุ่นพี่ทุกอย่าง สั่งให้ทำอะไรก็ทำ
ไม่อย่างนั่นจะโดน ignore แน่นอน ผมก็โดนมาแล้วครับ   พอขึ้นปีที่สองผมก็เริ่มเข้าชมรม ทำกิจกรรมต่างๆ
ช่วยงานของทางมหาวิทยาลัย … ส่วนเรื่องเรียนก็เอาแค่พอไปได้ เน้นกิจกรรมเพื่อหาประสบการณ์มากกว่าครับ
ซึ่งมันก็สนุกดีนะ ได้เรียนรู้สิ่งที่สร้างสังคมญี่ปุ่น เรียนรู้ระบบระเบียบของเขา รู้จักวิธีการทำงานของเขา
ข้าใจความคิดของคนญี่ปุ่นมากขึ้น ในทางกลับกันก็เริ่มตั้งคำถามตัวเอง ว่าเราทำอะไรอยู่กันแน่ เรามาที่ญี่ปุ่นเพื่ออะไรกันแน่


ปีที่สองคือ วันที่ชีวิต เดินเข้ามาถึงจุดเปลี่ยนเป็นปีที่ตัวเองมีจุดมุ่งหมาย สร้างความฝันของตัวเองเพื่อเดินตามไป
จุดหมายหลักๆเลย ก็คือ อยากจะเป็นประธานชมรมที่ตัวเองทำกิจกรรมอยู่ เป็นคนที่แม้แต่คนญี่ปุ่นก็เคารพ รัก
กลับมาประเทศไทยอย่างมีค่า ไม่ใช่กลับมาอย่างไร้ตัวตน  ผมทำงานกระทั่งตั้งโต๊ะขายขนมครกไทยๆ ในงานมหาวิทยาลัย
ทำแบบงูๆปลาๆ บริหารกันมั่วๆซั่วๆสไตล์ไทย แน่นอนครับ ล้มเหลวไม่เป็นท่า ขาดทุนไปหนึ่งแสนเยน นั่งเซ็งอยู่หลายวัน
แต่ประสบการณ์ครั้งนั้น ทำให้ได้เรียนรู้อะไรเยอะมากๆ

จุดเปลี่ยนแปลงความคิดและแนวทางในการใช้ชีวิต อยู่ประมาณช่วงปีไหน
น่าจะเป็นช่วงที่เข้าสู่ปีที่สามและสี่ครับ เพราะเป็นช่วงที่ได้ใช้้เวลาสะสมประสบการณ์ ใช้เวลาค้นหาตัวเอง
สร้างกำลังสร้างฐานของตัวเองให้มั่นคง เพื่อจุดหมายที่ตั้งไว้ ปีที่สี่เป็นปีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในทุกๆด้าน
การเรียนก็เก็บหน่วยกิจครบหมดแล้วจบได้ชัวร์ๆ ขึ้นปีสี่ ในที่สุดเพื่อนๆเขาเลือกให้ผมขึ้นเป็นประธานชมรม
เป็นประธานชมรมคนเดียวที่จดทะเบียนกับทางมหาวิทยาลัยที่เป็นคนต่างชาติ ชมรมที่บริหารมาก็ประสบความสำเร็จ
สื่อต่างๆเข้ามาขอสัมภาษณ์ ทั้งสื่อในโรงเรียน สื่อนอกโรงเรียน เป็นตัวแทนออกทีวีช่อง NHK Education
ส่วนวิทยานิพนธ์ก็ปั่นเอาวินาทีสุดท้าย แต่ก็จบไปได้ด้วยดีครับ

สรุปแล้วผมค่อนข้างพอใจกับชีวิตที่ญี่ปุุ่นมาก ผิดพลาดก็เยอะ แต่ทุกอย่างมันคุ้มค่ากับที่ลงแรงไป จุดหมาย
หรือความฝันที่ตั้งไว้ก็เดินทางไปครบหมดแล้ว

ชีวิตนักศึกษาชาวญี่ปุ่น ฟิล์มคิดว่า เหมือน หรือ แตกต่างจากชีวิตนักศึกษาไทยอย่างไร
แตกต่างกันมากครับ แทบจะหาที่เหมือนกันไม่ได้เลย พูดกันตรงไปตรงมาเลยนะครับ เด็กนักเรียนไทยติดเล่นติดสนุก
ชีวิตมหามหาวิทยาลัยเอาไปเที่ยวเล่นซะมากกว่า จบออกมาแล้วไม่มีผลงาน ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนอกจากกระดาษหนึ่งใบ
เห็นๆกันอยู่ทุกวันนะครับ เทรนด์เกาหลีมา ก็พากันเกาหลีทั้งประเทศ เทรนด์บีบีมา ก็พากันใช้บีบีไปทั้งประเทศ
ขาดความเป็นตัวของตัวเอง ขาดจุดยืนของตัวเอง ขาดจุดมุ่งหมายของตัวเอง  ต่างกันมากกับชิวิตนักศึกษาญี่ปุุ่น

ชิวิตในมหาวิทยาลัย สำหรับคนญีปุ่น คือช่วงเวลาที่ตัวเองจะได้มีอิสระมากที่สุด ก่อนที่จะโดนโขกสับในที่ทำงาน
ดังนั้นคนญี่ปุุ่นจึงใช้เวลาช่วงมหาวิทยาลัยอย่างเต็มที่ ทำทุกอย่างที่อยากทำ ไม่ต้องสนใจใคร ไม่แคร์สายตาใคร
ทำทุกอย่างตามใจตัวเอง เพื่อจุดมุ่งหมายของตัวเอง ไม่เดินตามใคร จะใช้เวลาส่วนใหญ่กับกิจกรรมชมรมที่พวกเขาชอบ
หรือเห็นว่าเป็นผลดีกับตัวเอง แล้วทำกันจริงๆจังๆนะครับ ไม่ใช่ครึ่งๆกลางๆ บางชมรมมีเงินหมุนเวียนหลายเสนเยน

ตัวอย่างเช่น ชมรมที่ผมเป็นประธานก่อนจะเรียนจบ  ก็มีเงินหมุนเวียนอยู่เกือบหกแสนเยน
นอกจากทำงานในชมรมแล้ว เวลาว่างก็พวกเด็กญี่ปุุ่่นจะไปทำงานพิเศษหาเงินเก็บไว้เที่ยวต่างประเทศ
บางคนหาเงินส่งตัวเองไปแลกเปลี่ยนต่างประเทศก็มี สรุปคือ เค้าใช้ชีวิตกันคุ้มค่า เป็นตัวของตัวเอง
ไม่ใช่ไปเที่ยวเล่นกินเหล้าตามผับ เดินห้างกันไปวันๆ

กลับมาพักร้อนที่เมืองไทย 1 เดือน ทำอะไรบ้างคะ
กลับมาคราวนี้ก็มาทำงานกับที่บ้านครับ เป็นช่างซ่อมรถ ทำทุกอย่างที่เขาสั่งให้ทำ แรงงานดีๆนี่เอง
แล้วก็มาเจอเพื่อนๆอันน้อยนิด พักผ่อนเรื่อยเปื่อยตามใจฉัน แต่หลักๆก็คือศึกษาธุรกิจของครอบครัวครับ

อยากอยู่ญี่ปุ่นแบบถาวรไหมคะ
ถาวรนี่ไม่ไหวครับ อยู่ญี่ปุุ่นเหนื่อยนะ  ชีวิตในฝันเลยคืออยู่แบบครึ่งๆกลางๆ ครึ่งหนึ่งอยู่ไทย
อีกครื่งอยู่ญี่ปุ่นสลับไปมา มันไม่น่าเบื่อ เหนื่อยก็หนีไปพัก เบื่อก็บินกลับไป ส่วนเหตุจูงใจนั้นมีมากมายเกินจะบรรยายเลยครับ
เอาง่ายๆเลยก็คือ เทคโนโลยีของที่ญี่ปุ่น สะดวกมาก อินเตอร์เน็ตก็เร็ว เดินทางไปไกลแค่ไหนก็มีรถไฟแรงๆไป ยิ่งล่าสุด
อ่านข่าวมาว่าตู้กดน้ำอัดลมแบบใหม่ของญี่ปุ่นเขาจะเปลี่ยนเป็น แบบตู้จอ touch screen 47 นิ้ว ไร้สาระ แต่เท่มาก
น่าอยู่ไหมหละครับ มีอะไรเพี้ยนๆให้ดูทุกวัน ที่สำคัญเลยก็คือชีวิตของคนที่ญี่ปุ่นเขาเป็นระบบระเบียบไปซะทุกอย่าง
ถ้าเราเข้าใจระบบของเขา อะไรๆมันก็สะดวกง่ายดาย วางแผนชีวิตตัวเองไกลๆได้


หลังจากเรียนจบปริญญาโท
มีโครงการหรือแผนชีวิตอย่างไรต่อไป
ความฝันอันสูงสุดคือ ผมอยากจะได้ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์
จากมหาวิทยาลัยวาเซดะหรือไม่ก็มหาวิทยาลัยนาโกยาครับ

ขอถามคำถามแบบสบายๆ ไม่ซีเรียส …. ไม่วิชาการ
คำถามคือ …. ให้เลือก ระหว่าง สาวไทย กับ สาวญี่ปุ่น และ กรุณาบอกเหตุผล

ไม่วิชาการนี่ถนัดครับ ระดับนี้แล้ว ต้องเลือกทั้งคู่สิครับ =. =!! สาวไทยกับสาวญี่ปุ่นนั้นมีความแตกต่างมากมาย
สาวไทยเราน่ารักน่าเอ็นดูมีเสน่ห์ โดนยิ้มใส่ทีนึงก็ใจหายแล้ว ในขณะที่สาวญี่ปุ่นก็สวยเซ็กซี่เอาใจเก่ง
เป็นตัวของตัวเองสูงปรี๊ดชวนให้หลงใหล สรุปก็คือมีดีต่างกัน
ผมแค่ชอบทั้งสองแบบเท่านั้นเอง ผมไม่ใช่คนปิดกั้นนะ ชาติไหนก็ได้ครับ

คำถามสุดท้ายนะคะ สถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่นที่อยากไปมากๆๆๆ
สถานที่ที่อยู่ในใจ
อยากพา(แฟน) ไปเที่ยวด้วยกันมากที่ซู๊ดดด

สถานที่ๆผมอยากพาแฟน หรือแฟนๆ หรือว่าที่แฟน ไปนะครับ รองจากบ้านของผมแล้วก็คงไม่พ้น โอไดบะ
โอไดบะเป็นที่ๆไม่ไกลจากโตเกียวนัก มีอะไรหลายๆอย่างให้ทำ สถานที่ช๊อปปิ้งนั้นหรูหรามาก เดินวนๆห้างอย่างเดียว
ก็โรแมนติกแล้ว แถมมีทะเลที่ลงเล่นน้ำไม่ได้  แต่ถ้าหน้าร้อนก็จะมีคนลงไปเล่น wind surf ชวนแฟนไปดูคนเท่ๆ
เผื่อเราจะดูเท่บ้าง ไม่ก็เดินจูงมือกันรอบหาด หรือนั่งเรือทัวร์ก็สนุกดี นอกจากนี้ก็ยังมีสวนสนุก sega ในร่ม
ชิงช้าสวรรค์ ฯลฯ อีกมากมาย … ใช้ชีวิตที่โอไดบะได้ทั้งวัน ไม่เบื่อเลยครับ

 

ศิษย์เก่าไทยวาเซดะ จากบริษัทไทยโอบายาชิ แวะเยี่ยมโรงเรียนจ้ะ



ศิษย์เก่านักเรียนไทยวาเซดะ  อดีตนักเรียนหลักสูตร Day Class  (ปีพ.ศ. 2551 – 2552)  จากบริษัท ไทยโอบายาชิ

ออย – สุชาติ  สอระภูมิ


จุ้ย – นพพล  รัตนสุวิมล

ดึ๋ง – กนกอร  อริยรัตนา


ติ้ง – อร ศรี  เล้าสุทธิพงศ์


ทั้งหมดกลับมาพักร้อนชั่วคราวที่เมืองไทย ก่อนคัมแบ็คกลับไปฝึกงาน(หนัก)ต่อที่ประเทศญี่ปุ่น
รวมเวลาแล้วนี่ก็ครบรอบ 1 ปีพอดี ที่ทั้ง 4 คน อำลาจากบ้านเกิดเมืองนอน
ไปใช้ชีวิตแบบ Japanese Style … ทั้งทำงานกับคนญี่ปุ่น กินๆอยู่ๆ แบบญี่ปุ่น
และ ได้ใช้ประสบการณ์ชีวิตการทำงานในประเทศญี่ปุ่นตลอด 1 ปีเต็มๆ

วันนี้ ศิษย์เก่าทั้งสี่ แวะกลับมาเยี่ยมโรงเรียน และพูดคุยบอกเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับการฝึกงาน
ณ ประเทศญี่ปุ่น เผื่อประสบการณ์อันมีค่าเหล่านั้น จะมีประโยชน์แก่รุ่นน้องต่อไป …

ชาววาเซดะก็ขอขอบคุณ ที่แวะมาเยี่ยมพวกเราค่ะ

 

Tanbo Art ศิลปะแห่งนาข้าว

ศิลปะนาข้าว กำลังจะกลับมาอีกครั้งในเร็วๆนี้ ซึ่งจะจัดขึ้นในนาข้าวญี่ปุ่น
ข้าวซึ่งถือเป็นอาหารหลักของคนญี่ปุ่นที่เติบโตในแปลงนาอันอุดมไปด้วยน้ำ
ต้นข้าวจะเติบโตในฤดูร้อน และจะถูกเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง
ศิลปะนาข้าวจะใช้ต้นข้าวในแปลงนาอันเปรียบเสมือนพู่กันยักษ์
ที่จะสร้างสรรค์ศิลปะแห่งพืชพันธุ์บนผืนผ้าใบธรรมชาติ  ตลอดเดือนสิงหาคมนี้

หมู่บ้านที่เป็นต้นกำเนิดแห่งศิลปะนาข้าว คือ หมู่บ้านอินะคะดาเตะ แห่งเมืองอาโอะโมริ
ซึ่งได้จัดงานเฉลิมฉลองการจัดกิจกรรมนี้ครบรอบเป็นปีที่ 18 โดยเริ่มแรก ชาวบ้านได้ใช้พันธุ์ข้าว 3 แบบ
ที่มีความแตกต่างกันของสีสันและมีความหลากหลายของต้นข้าว มาสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะในหุบเขาอิวากิ
เพื่อให้สมกับคำที่ว่า “หมู่บ้านแห่งศิลปะนาข้าว” บนผืนนาขนาด 54 เมตร ยาว 47 เมตร
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พวกเขาก็ได้เพิ่มขนาดของผืนผ้าใบและเพิ่มความยากในการสร้างงานศิลปะเพิ่มขึ้น
ดังเช่นผลงาน “โมนาลิซ่า” ของ ลีโอนาร์โด ดาวินซี

และผลงานซีรีย์ชุด “Thirty-six Views of Mount Fuji” อันลือชื่อของ คัทซึชิคะ โฮะคุไซ


ฤดูร้อนในปีนี้ พวกเขาได้ปลูกข้าวถึงห้าชนิด ที่มีสีสันแตกต่างกันและมีความหลากหลายลงบนแปลงนาขนาดใหญ่
ขนาดความกว้าง 143 เมตร และยาว 104 เมตร เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่ชื่อว่า
“Ushiwaka and his subordinate Benkei” (รูปในประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียง)
ซึ่งกำลังจะปรากฏขึ้นในปีนี้

ศิลปะนาข้าวได้เริ่มขึ้นเมื่อปี 2008 ณ เมืองเกียวดะ จังหวัดไซตามะซึ่งที่นี่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเขตคันโต
ในครั้งนั้นได้ทำแปลงนาข้าวทางฝั่งตะวันออกสร้างสรรค์เป็น “Kodaihasu no Sato” หรือ สวนดอกบัว
ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในอินะคาดาเตะมูระ ขนาดจะใหญ่ใกล้เคียงพอๆกับโตเกียวโดม
ใช้ผู้ร่วมสร้างสรรค์ราว 300-400 คน  สำหรับปีนี้จะเริ่มต้นทำกันตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน

การปลูกข้าวจะเริ่มประมาณ 10 โมงเช้า และใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะใช้วิธีปลูกข้าวด้วยมือ
ยืนเรียงแถวในแปลงนา เว้นระยะห่างของแถวที่จะปักดำต้นข้าวราวๆ 30 เซนติเมตร
จากนั้นจะใช้วิธีด้นถอยหลังตามเส้นเชือกจากจุดกึ่งกลางมาด้านนอกอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

สำหรับภาพในปีนี้จะเป็นภาพ “NARITA Nagashika” (Nobou –sama) และ “Oshijo” (ปราสาท)
จากนวนิยายในประวัติศาสตร์  (Nobou’s Castle) อยู่ในเมืองเกียวดะ ภาพปราสาทนี้ออกแบบโดย อาโอยากิ คินิจิ
จากเมืองคาวาโกเอะ จังหวัดไซตามะ  งานศิลปะชิ้นนี้คาดการณ์ว่าจะสร้างให้สำเร็จในเดือนสิงหาคม
ก่อนที่จะมีการเก็บเกี่ยวข้าวในวันที่ 16 ตุลาคม

มูราตะ คิโยฮารุ แห่งเมืองเกียวดะ เจ้าหน้าที่งานส่งเสริมสิ่งแวดล้อม กระทรวงการเกษตรฯ กล่าวว่า

“จุดมุ่งหมายของเราคือการสร้างประสบการณ์ชีวิตให้กับประชาชน
เกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นที่ผูกพันกับการปลูกข้าว
จารีตประเพณีแบบดั้งเดิม ซึ่งเราปลูกข้าวกันโดยใช้มือ”

เมืองนี้ยังเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติที่สนใจเข้ามามีส่วนร่วม โดยเป็นกิจกรรมระหว่างประเทศ
เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ศิลปะนาข้าว ผู้เข้าร่วมกิจกรรมดำนาจะได้รับค่าแรง 1,000 เยนสำหรับผู้ใหญ่
และ 500 เยนสำหรับเด็กนักเรียนประถมเพื่อเป็นการขอบคุณ นอกจากนี้ ยังมอบข้าวให้ผู้เข้าร่วมอีกคนละ 2 กิโลกรัม
ส่วนผู้ที่สนใจเข้าชม จะเสียค่าธรรมเนียม 400 เยนสำหรับผู้ใหญ่ และ 200 เยนสำหรับเด็ก

งานศิลปะในครั้งนี้จะเปิดให้ประชาชนเข้าชมจนกว่าฤดูเก็บเกี่ยวจะสิ้นสุดลงในเดือนพฤศจิกายน

* แปลบทความจากวารสาร Hiragana Times ฉบับเดือนสิงหาคม 2553

 
Leave a comment

Posted by on 08/03/2010 in Life in japan, News, Variety

 

นิทรรศการเฉลิมฉลอง Tomica ครบรอบ 40 ปี

Tomica เป็นซีรีย์โมเดลรถขนาดจิ๋วที่ผลิตโดยบริษัท Tomy ซึ่งวางจำหน่ายมาตั้งแต่ปี 1970
ขณะนี้ได้จัดนิทรรศการเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปี โดยจัดแสดงแบบโมเดลรถตั้งแต่ครั้งที่ยังทำจากวัสดุแพลตตินั่ม
และเคลือบด้วยแลคเกอร์ โดยจะจัดโชว์โมเดลรถทั้งหมดร่วมกันมากกว่าหนึ่งพันแบบ

: : Tomica Exhibition in Tokyo : :
ณ Makuhari Messe International Convention Complex (Chiba City , Chiba Prefecture)
ค่าเข้าชมงาน 1000 เยน สำหรับผู้ใหญ่ และ 800 เยนสำหรับเด็ก ตั้งแต่วันที่ 20 – 29 สิงหาคม 2010

* นิทรรศการนี้จะจัดขึ้นที่เมืองฟูกุโอกะด้วยนะคะ

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

http://www.takaratomy.co.jp/

 
Leave a comment

Posted by on 08/03/2010 in Life in japan, News, Variety

 

ทำไมคนญี่ปุ่นถึงฆ่าตัวตายกันเยอะจัง?

วันนี้ผมคิดว่าอยากจะพูดถึงเรื่องปัญหาสังคมที่ร้ายแรงนะครับ
จากการรายงานของกระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทยระบุว่า ในปีค.ศ. 2009
มีผู้ฆ่าตัวตายในประเทศไทยถึง 3,634 ราย (แบ่งเป็นเพศชาย 2,807 ราย และเพศหญิง 827 ราย) ครับ

แต่ถ้าพูดถึงการฆ่าตัวตายแล้ว เป็นที่รู้กันทั่วโลกว่าประเทศญี่ปุ่นมีจำนวนผู้ฆ่าตัวตายเป็นจำนวนมาก
โดยจำนวนผู้ฆ่าตัวตายในรอบปี มีจำนวนมากถึง 32,753 ราย (สถิติในปีค.ศ. 2009)
ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่ากรณีของประเทศไทยถึง 10 เท่าครับ

และแม้จะดูจากอัตราส่วนการฆ่าตัวตาย ก็พบว่าคนไทยมีผู้ฆ่าตัวตายจำนวน 5.72 ราย
ขณะที่คนญี่ปุ่นมีผู้ฆ่าตัวตายถึง 25.8 ราย (จำนวนผู้ฆ่าตัวตายต่อจำนวนประชากร 1 แสนคน)
กล่าวคือคนญี่ปุ่นมีอัตราส่วนการฆ่าตัวตายมากกว่าคนไทยถึงประมาณ 5 เท่าครับ

ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดข้อมูล เกี่ยวกับแจงจูงใจในการฆ่าตัวตายของคนญี่ปุ่นได้
จากเว็บไซต์ http://www.t-pec.co.jp/mental/2002-08-4.htm

จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น ระบุว่าผู้ที่ฆ่าตัวตายมีลักษณะพิเศษดังต่อไปนี้ครับ

-         ผู้ฆ่าตัวตายเป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิงจำนวนมาก

-         ผู้ฆ่าตัวตายเป็นผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 60 ปีเป็นจำนวนมาก

-         ปัญหาสุขภาพเป็นสาเหตุราวครึ่งหนึ่งของการฆ่าตัวตายทั้งหมด

อนึ่ง ดูเหมือนว่ายังมีผู้ที่ปลิดชีวิตของตัวเองเป็นจำนวนมากด้วยสาเหตุเพราะ

“เมื่ออายุมากขึ้น ก็เริ่มเจ็บป่วย และไม่แน่ว่าจะสามารถรักษาให้หายได้หรือไม่
จึงไม่อยากสร้างความลำบากหรือรบกวนครอบครัวด้านการรักษาพยาบาลและดูแล” อีกด้วยครับ
สำหรับกลุ่มคนที่พยายามทำงานอย่างดีที่สุดเพื่อประเทศชาติและครอบครัว
แต่กลับต้องมาจบชีวิตแบบนี้แล้ว ช่างเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากๆ เลยนะครับ

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญขององค์การอนามัยโลก หรือ (WHO) ได้ระบุถึงการฆ่าตัวตายที่มีอัตราสูงของชาวญี่ปุ่นว่า
“ที่ญี่ปุ่น การฆ่าตัวตายได้ถูกมองเป็นเหมือนวัฒนธรรมอย่างหนึ่งไปเสียแล้ว อีกทั้งการฆ่าตัวตาย
ยังสามารถเป็นแบบแผน หรือครรลองทางศีลธรรม จริยธรรมที่แสดงถึงการรักษาเกียรติยศของตนเอง ห
รือการแสดงความรับผิดชอบได้อีกด้วย”

นอกจากนี้ สื่อของประเทศอังกฤษยังวิพากษ์วิจารณ์ว่า “สังคมญี่ปุ่นเป็นสังคมที่แทบจะไม่ให้โอกาสต่อบุคคล
ในการแก้ไข หรือฟื้นตัวจากความอับอายจากการล้มละลายหรือความผิดพลาดเลย รวมทั้งการฆ่าตัวตาย
ยังถูกยอมรับว่าเป็นแค่การกระทำตามชะตากรรมที่ต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อาทิ การฆ่าตัวตายของซามูไรก็ถูกตีค่าว่าเป็นการกระทำที่ประเสริฐยิ่ง” และสื่อของประเทศอังกฤษ
ยังได้กล่าวสรุปด้วยว่า “หากญี่ปุ่นเปลี่ยนเป็นสังคมที่ให้โอกาสการแก้ไขกลับตัว
และไม่คิดมากเรื่องความอับอายในชีวิตแล้วล่ะก็ การฆ่าตัวตายคงจะไม่ใช่เป็น
“เรื่องธรรมดา” อีกต่อไป” ด้วยครับ

คนญี่ปุ่นควรจะเรียนรู้เรื่อง “การไม่ยอมฆ่าตัวตายง่ายๆ” จากคนไทยเอาไว้นะครับ

 
1 Comment

Posted by on 07/07/2010 in By Khun Shu, Life in japan, News, Variety

 

ตามหา “คนหน้าเหมือน” กันได้นะครับ

ทุกคนเคยไหมครับที่เวลาเห็นหน้าใครสักคนในโทรทัศน์แล้วคิดว่า “เอ๊ะ เหมือนเคยเห็นคนหน้าตาแบบนี้ที่ไหนสักที่นะ”
ไม่ว่ากลุ่มคนเหล่านั้นจะมีทั้งนักร้อง ดารา นักการเมือง คนร้ายในคดีต่างๆ หรือแม้แต่นักกีฬา แต่ประเด็นสำคัญก็คือ
จะมีบางครั้งที่เรานึกไม่ออกว่า “คนๆ นั้นหน้าเหมือนใครกัน” ครับ

ในตอนนั้น สิ่งที่สำคัญสำหรับคนญี่ปุ่นก็คือ เว็บไซต์ที่ชื่อ 「soKKuri?」
ซึ่งช่วยให้คิดออกว่าคนที่มีชื่อเสียงเหล่านั้น “ใครหน้าเหมือนใคร” ครับ
สามารถติดตามได้ที่ http://sokkuri.net/

พอป้อนข้อมูลชื่อของคนที่เราอยากรู้ว่าหน้าเหมือนใครลงไป
รายชื่อของคนที่มีชื่อเสียงที่หน้าตาเหมือนคนๆ นั้นก็จะปรากฏขึ้นมาครับ
พอได้ดูรูปใบหน้าต่างๆ ที่ปรากฏขึ้นมาแล้ว ก็จะมีการให้ลงคะแนนโหวตว่าหน้าตา “そっくり!(เหมือนกัน)”
หรือ “似てない (ไม่เหมือนกัน)” นอกจากนั้นยังมีการแสดง “อัตราส่วนของความเหมือน” เป็นเปอร์เซ็นต์
ตามสัดส่วนจำนวนเปอร์เซ็นต์ของคนที่ลงคะแนนว่า “そっくり!(เหมือนกัน)” อีกด้วย
จึงทำให้สามารถแยกแยะได้ว่าคนทั้งสองคนหน้าตาเหมือนกันหรือไม่อย่างไรได้อย่างแท้จริงครับ

อย่างเช่นในกรณีของคุณฮอนดะ นักกีฬาฟุตบอลทีมชาติญี่ปุ่นที่เข้าร่วมแข่งขันในฟุตบอลโลก ก็มีผู้เข้ามาลงคะแนนว่ามีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับคาตาซึกิ ชินซากุ ซามูไรที่มีชื่อเสียงในสมัยเอโดะ ถึง 83 เปอร์เซ็นต์ครับ

นอกจากนี้ในกรณีของคุณโอซาว่า อิจิโร่ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่น(ดีพีเจ) นักการเมืองที่ทรงอิทธิพลอย่างมากท่านหนึ่งของญี่ปุ่น ก็มีผลการลงคะแนนว่าหน้าตาคล้ายกับ “ราชานิโคจังจอมโหด” สิ่งมีชีวิตจากต่างดาวที่ปรากฏตัวในการ์ตูนเรื่องด๊อกเตอร์สลัมกับหนูน้อยอาราเล่ ถึง 89 เปอร์เซ็นต์ครับ ติดตามได้จากhttp://sokkuri.net/alike/ニコチャン大王/小沢一郎

ถ้าเมืองไทยมีเว็บไซต์แบบนี้บ้างก็คงจะน่าสนใจดีนะครับ

 
 

ขอโทษนะครับผู้จัดการทีมโอกาดะ

คืนนี้ ตัวแทนทีมชาติญี่ปุ่น จะลงแข่งฟุตบอลโลกรอบก่อนรองชนะเลิศกับทีมชาติปารากวัยใช่ไหมล่ะครับ
ก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มขึ้น มีการคาดการณ์กันต่างๆ นานาอย่างหนาหูว่า “ญี่ปุ่นคงจะไม่ชนะเลยแม้แต่นัดเดียว”
อีกทั้งยังตั้งความหวังไว้กับผู้จัดการทีมโอกาดะไว้ต่ำมากอีกด้วย อย่างไรก็ดี ในการแข่งขันรอบคัดเลือกที่ญี่ปุ่น
สามารถเอาชนะทีมชาติแคมารูน และทีมชาติเดนมาร์ก จนทำให้ทีมชาติญี่ปุ่นสามารถเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ
กลับส่งผลให้โอกาดะซึ่งเป็นผู้ควบคุมทีมได้รับเสียงชื่นชมอย่างสูง

ดังนั้น จึงเกิดมีข่าวแพร่หลายในโลกอินเตอร์เน็ตว่า
“ประชาชนชาวญี่ปุ่นควรจะขอโทษผู้จัดการทีมโอกาดะ (เขามีชื่อเล่นว่า โอคะจัง ครับ) ไม่ใช่หรอกเหรอ”
ครับ
ซึ่งสามารถกล่าวขอโทษโดยทางทวิตเตอร์ได้ อาทิ “#okachan_sorry”
นอกจากนี้ยังมีแม้แต่การสร้างภาพโดยใช้ตัวอักษรวาดรูป หรือ “ASCII Art”
ในเว็บบอร์ดที่ชื่อ ni channeru อีกด้วย ตอนนี้ดูเหมือนว่าคำว่า “ขอโทษนะโอคะจัง”
กำลังกลายเป็นคำที่ฮิตในญี่ปุ่นไปแล้วล่ะครับ

วันนี้ อยากให้ทีมชาติญี่ปุ่นชนะทีมชาติปารากวัยให้ได้เลยนะครับ

 
6 Comments

Posted by on 06/29/2010 in By Khun Shu, Life in japan, News, Variety

 

สรุปข้อมูลการศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยวาเซดะ

สวัสดีครับ วันนี้ผมคิดว่าอยากจะแนะนำข้อมูลที่เกี่ยวกับการศึกษาต่อ
ณ มหาวิทยาลัยวาเซดะที่นำเสนอลงในหน้าเว็บไซต์ดังต่อไปนี้ครับ

1. แนะนำมหาวิทยาลัยโดยรวม

ภาษาอังกฤษ ติดตามได้ที่ http://www.waseda.jp/top/index-e.html

ภาษาไทย     ติดตามได้ที่ http://www.waseda.ac.th/wu_thai/

2. ข้อมูลข้อสอบเข้าโปรแกรมภาษาอังกฤษ

ภาษาอังกฤษ ติดตามได้ที่ http://www.waseda.jp/cjl/html/e_study.index.html

3. หลักสูตรเฉพาะทางภาษาญี่ปุ่น ศูนย์ภาษาญี่ปุ่น

ภาษาอังกฤษ ติดตามได้ที่ http://www.waseda.jp/cjl/html/e_study.index.html

*เกี่ยวกับการเข้าศึกษาต่อโดยการเสนอให้เข้าศึกษาด้วยวิธีการพิเศษ (โควตา)
จากโรงเรียนภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นวาเซดะ ติดตามได้จากเว็บไซต์ภาษาไทย
http://www.waseda.ac.th/index.php?option=com_content&view=article&id=60&Itemid=66

4. ฐานข้อมูลคณาจารย์ และนักวิจัย

ภาษาอังกฤษ ติดตามได้ที่https://www.wnp7.waseda.jp/Rdb/app/ip/ipi0201.html?lang_kbn=1

5. ข้อมูลทุนการศึกษา

ภาษาอังกฤษ ติดตามได้ที่

http://www.cie-waseda.jp/cometowaseda/scholarship_e.html

http://www.waseda-iao.jp/waseda/e/admission/4/04a/4-1-1.html

6. ค้นหาข้อมูลหลักสูตร

https://www.wnz.waseda.jp/syllabus/epj3011.htm?pLng=en

 

พิพิธภัณฑ์โดราเอมอนกำลังจะเสร็จแล้วครับ

พิพิธภัณฑ์ “โดราเอมอน” และ “ปาร์แมน” จะเปิดให้บริการที่จังหวัดคาวาซากิ
ใกล้ๆกับกรุงโตเกียวในเดือนกันยายน ปีค.ศ.2011 หรือปีหน้านี้ครับ

ผู้เขียนเรื่องโดราเอมอนคือ “ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ” แต่อันที่จริงมีนักเขียนการ์ตูน 2 ท่านร่วมกันสร้างกันโดเรมอนขึ้นมาครับ
โดยพิพิธภัณฑ์นี้เป็นการจัดแสดงผลงานต้นฉบับของฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะ 1 ใน 2 ผู้สร้างโดราเอมอน
และมีชื่อสถานที่อย่างเป็นทางการว่า “พิพิธภัณฑ์ฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะ” ครับ
ติดตามรายละเอียดได้จาก http://www.fujiko-f-fujio.jp/museum/

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เก็บรักษาผลงานต้นฉบับที่ยังหลงเหลืออยู่ประมาณ 5 หมื่นชิ้นของคุณฟูจิโกะ
ที่เสียชีวิตในปีค.ศ. 1996 และนอกเหนือจากจะนำมาจัดแสดงในบางโอกาสแล้ว
ยังมีมินิเธียเตอร์และร้านกาแฟ รวมถึงได้ยินว่ามีตุ๊กตาโดเรมอนและโนบิตะบนสวนลอยฟ้าอีกด้วยครับ

นอกจากนี้ ยังได้ยินว่าสามารถพบเห็นสิ่งที่คุณฟูจิโกะโปรดปราน
ไม่ว่าจะเป็น หมวกผ้าสักหลาดทรงกลม ยาสูบ โต๊ะทำงาน คอลเลกชั่นฟอสซิลไดโนเสาร์ได้ที่นี่อีกด้วยครับ

ทั้งนี้ภายในตัวอาคารยังมีห้องที่สามารถขี่โดเรมอนเล่นได้
และมีห้องสมุดซึ่งสามารถอ่านหนังสือการ์ตูนเตรียมไว้ให้อีกด้วยครับ
นอกจากนี้ที่ร้านกาแฟยังมีกำหนดการที่จะจัดเตรียมเครื่องมือต่างๆ ของโดราเอมอน
ซึ่งเป็นอาหารที่เกี่ยวข้องกับผลงานของคุณฟูจิโกะเช่น “ขนมปังช่วยจำ” เป็นต้น

จากนี้ไปก็คงจะต้องตั้งตารอกันแล้วล่ะนะครับ

 

“ร้านคิตตี้จัง” ที่ฮาราจุกุจะปิดทำการชั่วคราว

ถ้าเอ่ยถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมในหมู่คนไทยที่ไปเที่ยวญี่ปุ่น
แน่นอนครับว่าต้องมีฮาราจูกุรวมอยู่ด้วย บนถนนทาเคชิตะ มีร้าน Johnny’s shop
ร้านคอสเพลย์ ตั้งอยู่เรียงราย รวมถึงร้านที่มีชื่อเสียงโด่งดังคือ “ร้านคิตตี้แลนด์ฮาราจูกุ”
สำนักงานใหญ่ของร้านคิตตี้จังครับ ซึ่งนอกเหนือจากสินค้าของคิตตี้จังแล้ว
ยังมีสินค้าตัวละครของซานริโอ้และสินค้าจากการ์ตูนอนิเมชั่นอื่นๆ อีกมากมายอย่างครบครัน
สามารถติดตามได้ที่ http://www.shibukei.com/photoflash/966/

โดยในปลายเดือนสิงหาคมนี้จะมีการเริ่มสร้างร้านคิตตี้จังขึ้นใหม่
จึงจะต้องมีการปิดร้านครับ ติดตามรายละเอียดได้จาก

http://www.kiddyland.co.jp/etc/kiddy_hara_renew/

และเนื่องจากร้านคิตตี้จังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยวที่มาจากต่างประเทศ
จึงมีการแจ้งการปิดร้านเป็นภาษาต่างๆ ได้แก่ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษาเกาหลี
ติดตามการแจ้งปิดร้าน (เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ) ได้ที่นี่ครับ

http://www.kiddyland.co.jp/etc/kiddy_hara_renew_e/

ดังที่ปรากฏอยู่ในประกาศ ว่าร้านคิตตี้จังมีกำหนดจะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง
ณ สถานที่เดิมในฤดูร้อนของค.ศ. 2012 (น่าจะประมาณเดือนสิงหาคม?) ครับ
คนที่จะไปญี่ปุ่นในช่วงเวลานี้ กรุณาระวังด้วยนะครับ

ทั้งนี้ เนื่องจากร้านที่เปิดใหม่จะไม่ได้แค่ขายสินค้าเพียงอย่างเดียว
แต่ยังเป็นศูนย์กลางในการสื่อสารข่าวสารข้อมูล
และอาจจะมีการสร้างมุมจัดแสดงนิทรรศการสินค้าของคิตตี้จังเหมือนเป็นพิพิธภัณฑ์ด้วยครับ?
จากนี้ไปคนที่ชื่นชอบคิตตี้จังทุกคน คงแทบจะรอไม่ไหวกันเลยทีเดียวนะครับ

 

NiHON หรือ NIPPON

วัสดีครับ ไม่ทราบว่าผู้ที่กำลังเรียนภาษาญี่ปุ่นทุกคนอ่านชื่อประเทศ “日本” ว่ายังไงกันเหรอครับ?
อันที่จริงแล้ว แม้แต่ในหมู่คนญี่ปุ่นเองก็สามารถแบ่งเป็นคนที่เรียกว่า “ニホン(NIHON)”
กับคนที่เรียกว่า “ニッポン(NIPPON)” ได้ครับ ทั้งนี้ เนื่องจากมีการใช้ทั้ง 2 คำ มาตั้งแต่ในสมัยก่อน
ในปีค.ศ. 1970 รัฐบาลญี่ปุ่นได้กำหนดให้ “อ่านชื่อประเทศอย่างเป็นทางการว่า ニッポン(NIPPON)”
แต่ในระดับชีวิตประจำวัน สามารถใช้คำไหนก็ได้ครับ คิดว่าคงจะแตกต่างกันไปแล้วแต่บุคคลนะครับ

สำหรับหลายสิ่งที่มีเรียกว่า ニホン(Nihon) ก็มีดังคำศัพท์ต่อไปนี้

「日本語」 (ニホンゴ)      ภาษาญี่ปุ่น

「日本酒」 (ニホンシュ)     เหล้าญี่ปุ่น

「日本刀」 (ニホントウ)     ดาบญี่ปุ่น

「日本海」 (にほんかい)    ทะเลญี่ปุ่น

ในขณะเดียวกัน ในกรณีของคำศัพท์จำนวนมากที่เรียกว่า ニッポン(Nippon)
ก็มีดังต่อไปนี้ครับ

「日本銀行」(にっぽんぎんこう)      ธนาคารกลางของญี่ปุ่น

「日本国民」(にっぽんこくみん)      ประชากรญี่ปุ่น

นอกจากนี้เวลาเชียร์ทีมแข่งขันกีฬาตัวแทนของญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล หรือวอลเลย์บอล
ก็จะเรียกทีมว่า “ニッポン(Nippon)” ด้วยครับ
เรียกแบบนั้นรู้สึกว่าช่วยให้ฮึกเหิมมีพลังดีนะครับ

ถ้ามีโอกาสได้พูดคุยกับคนญี่ปุ่น และได้ลองเช็คดูว่า “เอ๊ะ ตอนนี้เรียกว่า NIHON นะ”
หรือ “คราวนี้เรียกว่า Nippon ต่างหาก” เป็นต้น ก็คงจะน่าสนใจเหมือนกันนะครับ


Photo from d.hatena.ne.jp/naokin_tokyo/200606

 
3 Comments

Posted by on 06/09/2010 in By Khun Shu, Life in japan, Variety

 

เรียกคุณพ่อว่าอะไรกันนะ?


Credit Photo from – http://mokudoukoubou.jugem.jp/?eid=163

ที่ญี่ปุ่น ถือเอาวันอาทิตย์ที่ 3 ของเดือนเป็น “ วันพ่อ ”
ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 20 มิถุนายนครับ โดยเว็บไซต์  “ECナビ”
ได้จัดการโหวตก่อนที่จะถึงวันพ่อในหัวข้อ  “ คุณเรียกพ่อของตัวเองว่ายังไง? ” ครับ
ติดตามได้ที่

http://point.ecnavi.jp/vote/?pgid=5&eqid=1517&vtg=1

จากผลโหวต 23,698 คนที่ได้รับ สามารถสรุปผลดังต่อไปนี้

お父さん 43%
おやじ  13%

父さん  8%
とうちゃん7%

パパ   6%
オトン  3%

ไม่เรียก   6%
อื่นๆ    14%

จากผลการสำรวจนี้ พบว่าคนที่เรียกของตัวเองว่า “お父さん” มีจำนวนมากอย่างล้นหลามเลยนะครับ
ในขณะเดียวกันสิ่งที่น่าสนใจคือเหตุผลของคนที่ “ไม่เรียก” และคนที่ตอบว่า “อื่นๆ” นั้นเขาเรียกกันว่ายังไงน่ะครับ

ประเด็นแรก สำหรับคนที่ “ไม่เรียก” ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่คุณพ่อเสียชีวิตไปแล้ว จึง “ไม่เรียก”
ขณะที่ก็มีบางคนที่มีความเห็นที่น่าเศร้า ว่าเพราะมีปัญหาในครอบครัวจึงไม่ได้พูดคุยกันอีกแล้วครับ
ส่วนคนที่ตอบว่า “อื่นๆ” ส่วนใหญ่จะเรียก “ชื่อ” และที่เหลือได้ยินว่าให้คำตอบดังต่อไปนี้ครับ

“Daddy” (เหมือนในละครอเมริกัน)

“おとやん” (เป็นคนโอซาก้ารึเปล่านะ?)

“父上” (ออกมาจากละครเวทียุคซามูไร)

“お父様” (เหมือนคุณหนูในตระกูลขุนนางที่มั่งคั่ง)

ส่วนตัวผม ลูกสาว (อายุ 5 ขวบ) เรียกว่า “パパ” (ป๊ะป๋า)
สมัยที่ลูกสาวผมอายุ 4 ขวบ ผมคิดว่าถ้าเป็นเหมือนครอบครัวซามูไรก็น่าจะเท่ห์ดีนะ
เลยบอกลูกว่า “ต่อไปนี้ให้เรียกพ่อว่า 父上 (ท่านพ่อ) นะ” ทุกวันอยู่ได้สัก 2-3 วัน แต่ลูกก็ไม่ใยดีเลยล่ะครับ (ฮือๆ)

ว่าแต่ คนไทยเรียกพ่อของตัวเองว่ายังไงกันล่ะครับ?
ที่ผมเคยได้ยินมีแต่เรียกว่า “พ่อ” อย่างเดียวเลยล่ะครับ

 
 

เครื่องมือลับของโดราเอมอน

สวัสดีครับ ถ้าพูดถึงการ์ตูนเอนิเมชั่นญี่ปุ่นที่คนไทยชื่นชอบ
คิดว่าจะต้องเป็นเรื่อง “โดราเอมอน” แน่ๆ เลยนะครับ
และโดเรมอนเองก็เป็นที่รักของเด็กๆ ชาวญี่ปุ่นมามากกว่า 30 ปีแล้วเช่นเดียวกัน

ตอนเรียนชั้นประถม คงมีเด็กจำนวนมากไม่ใช่หรอกเหรอครับ
ที่ชอบเล่นพูดกับเพื่อนๆ ว่า  …

“ ในบรรดาเครื่องมือของโดราเอมอน อยากได้อะไรมากที่สุด ”

จะว่าไปแล้ว สิ่งที่ผมอยากได้มากที่สุด ไม่ว่าจะตอนเด็กหรือตอนนี้ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงคือ “ประตูไปไหนก็ได้” ครับ
เรื่องสนุกๆ อย่างการที่เราจะไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ในโลก ในเวลาที่เราพอใจนั้นน่ะ ย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วนะครับ

อย่างไรก็ดี ที่ญี่ปุ่นมีเหล่าผู้เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีที่ดู “ โดราเอมอน ” มาตั้งแต่เด็กจนโตได้ทำสิ่งที่ท้าทายคือ

“ลองสร้างเครื่องมือของโดราเอมอนให้เกิดขึ้นได้จริง”

ซึ่ง 1 ในนั้นได้แก่ “ เฮลิคอปเตอร์ไม้ไผ่ ”


ใช้ติดบนศีรษะและโบยบินออกสู้ท้องนภา เป็นเครื่องมือที่ดังที่สุดเลยก็ว่าได้นะครับ

ทั้งนี้ มีบริษัทแห่งหนึ่งในจังหวัดนากาโนะ
ได้สร้างเจ้าเครื่องนี้สำเร็จแล้วล่ะครับ ติดตามรายละเอียดได้จาก http://www.gen-corp.jp/
โดยเฮลิคอปเตอร์เครื่องเล็กที่สุดในโลก บรรทุกผู้โดยสารได้เพียง 1 คน มีชื่อว่า “GEN H―4” ครับ

น้ำหนักประมาณ 75 กิโลกรัม สามารถบินได้ในความเร็ว 10-40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงครับ

อนึ่ง ผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสเฮลิคอปเตอร์เครื่องจริงได้ที่งานนิทรรศการพิเศษที่จะจัดขึ้น
ณ พิพิธภัณฑ์ในกรุงโตเกียวตั้งแต่วันที่ 12 มิ.ย. นี้ และทดลองบังคับเฮลิคอปเตอร์นี้ได้
จากหน้าจอจำลองด้วยครับ ดูรายละเอียดได้จาก

http://www.miraikan.jst.go.jp/en/spevent/doraemon/

ทุกๆ คนที่อยู่ที่ญี่ปุ่น กรุณาลองไปดูให้ได้นะครับ

 

เราสร้างฐานทัพกันดั้มได้จริงๆ เหรอ?

ที่ญี่ปุ่นมีบริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่ชื่อ “มาเอะดะเคงเวทสึโคเกียว” ก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ.1919
ซึ่งเป็นผู้สร้างสิ่งก่อสร้างที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นมากมาย
อาทิ อุโมงค์เซคัง ฟุกุโอกะโดม และโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ เป็นต้น


ติดตามรายละเอียดได้จาก http://www.maeda.co.jp/fantasy/index.html

ในปีค.ศ. 2003 บริษัทที่มีประวัติศาตร์และขนบธรรมเนียมสืบทอดมายาวนานดังกล่าว
ได้ก่อตั้งแผนกใหม่เรียกว่า “แผนกบริหารจินตนาการ” โดยแผนกนี้มีหน้าที่คือ …

“วิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการสร้างสิ่งที่อยู่ในจินตนาการให้เป็นจริง
รวมถึงคำนวนค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการก่อสร้าง ในกรณีที่มีการนำเทคโนโลยี
ด้านวิศวกรรมโยธามาใช้ในการก่อสร้างสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ซึ่งปรากฏอยู่ในเกมส์
และการ์ตูนแอนิเมชั่นที่ได้รับความนิยม ”

โดยผลงานของบริษัทตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันคือ

-โรงเก็บหุ่นยนต์ จากการ์ตูนหุ่นยนต์เอนิเมชั่นเรื่อง “Mazinger Z” (หุ่นกายสิทธิ์)

- สะพานปล่อยรถไฟด่วนอวกาศออกสู่พื้นผิวโลก จากการ์ตูนแอนิเมชั่นเรื่อง “Galaxy Express 999”
(อ่านว่า ทรี-ไนน์) หรือรถด่วนกาแล็กซี่ 999

- สนามแข่งรถ จากเกมส์แข่งรถ “Gran Turismo4” หรือจีที4 เป็นต้น

นอกจากนี้ได้ยินว่า หัวหน้าฝ่ายกลุ่มเครื่องจักรกล ฝ่ายวิศวกรรมโยธา
และพนักงานของบริษัทอื่นๆ ที่ปฏิบัติงานในสถานที่ก่อสร้าง ยังได้ร่วมกันวิเคราะห์
และพิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่จะก่อสร้างสิ่งอื่นๆ ต่อไปด้วยครับ

อย่างไรก็ดีในการก่อสร้างให้รถไฟ จากเรื่อง Galaxy Express 999 สามารถแล่นออกสู่อวกาศได้นั้น
จำเป็นที่จะต้องมีสะพานปล่อยรถไฟ ที่เรียกว่า
“สะพานปล่อยและรับรถไฟด่วนอวกาศความเร็วไฮสปีดแห่งสถานีกลางอภิมหานคร”
โดยสะพานดังกล่าว 1 ชุด ประมาณการณ์ว่ามีมูลค่าถึง สามพันเจ็ดร้อยล้านเยน (ไม่รวมค่าที่ดิน)
ใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 3 ปี 3 เดือน

โดยในปีนี้ ทางทีมงานได้ทยอยเริ่มโครงการใหม่ๆ ไปบ้างแล้ว หนึ่งในนั้นคือการก่อสร้าง “จาบุโร่”
ฐานทัพจากเรื่อง “กันดั้ม” การ์ตูนหุ่นยนต์เอนิเมชั่นประจำชาติของญี่ปุ่น ซึ่ง “จาบุโร่”
เป็นฐานบัญชาการใหญ่ของกองกำลังแห่งสหพันธรัฐบนโลก
และเป็นสถานที่ที่แฟนๆ ของกันดั้มรุ่นแรก (รวมถึงตัวผม) กระตือรือร้นอยากให้มีมากๆ เลยล่ะครับ

ฐานทัพดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่เขตร้อน พรั่งพร้อมไปด้วยอาวุธ ยุทโธปกรณ์
และมีความสามารถในการป้องกันภยันตรายได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่เว้นแม้แต่จากระเบิดนิวเคลียร์
ในการนี้ ด้วยร่วมมือจากเว็บไซต์ประกาศข่าวสารอย่างเป็นทางการของกันดั้ม หรือ “Gundum info”
ทำให้ผู้สนใจสามารถอ่านข้ออภิปราย จากการประชุมได้ทางเว็บไซต์ด้วยครับ
ได้ที่ http://www.gundam.info/content/423 (มีแต่ภาษาญี่ปุ่นเท่านั้นครับ)

 
 

An Internet Site Introduces Tokyo’s Attractions

“Welcome to Tokyo” เป็นเว็บเพจใหม่ที่ มีเนื้อหาเป็นการ์ตูนแอนิเมชั่นและเกมส์ตอบคำถาม เพื่อแนะนำจุดที่น่าดึงดูดใจต่างๆของกรุงโตเกียว ซึ่งเว็บเพจนี้ได้ถูกเพิ่มเข้าไปในเว็บไซต์ของกรุงโตเกียว โดยตลอดระยะเวลา 11 นาทีของการ์ตูนแอนิเมชั่นเรื่อง “Honey Tokyo” ประกอบไปด้วยภาพของสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่ได้รับความนิยมภายในเมือง และถึงแม้ว่าแอนิเมชั่นนี้จะทำการบันทึก เป็นภาษาญี่ปุ่นแต่คุณสามารถเลือกคำบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน เยอรมัน อิตาลี จีน หรือเกาหลีได้ นอกจากนี้ในเว็บไซต์เดียวกันนี้ยังมีบริการ “Rally Tokyo” ซึ่งเป็นบริการให้ดาวน์โหลดแผนที่เพื่อช่วยให้คุณสามารถ สำรวจเมืองโดยผ่านการตอบคำถามเกี่ยวกับความลับที่ซ่อนอยู่ของกรุง โตเกียว (เป็นภาษาญี่ปุ่นหรืออังกฤษ) ติดตามได้ที่

www.kanko.metro.tokyo.jp/welcome/

ที่มา : นิตยสาร Hiragana Times, June 2010

 
 

วิธีการใช้ทวิตเตอร์แนวใหม่

สวัสดีครับ ช่วงนี้ในโลก อย่างเช่นเมืองไทยและญี่ปุ่นมีคนที่ใช้ทวิตเตอร์เพิ่มขึ้นนะครับ ที่โรงเรียนภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นวาเซดะเองก็มีการปรับปรุง “การเรียนภาษาญี่ปุ่นด้วย Twitter” ทุกวันครับ

อย่างไรก็ดี ที่ญี่ปุ่นวิธีการใช้ทวิตเตอร์ที่มีประโยชน์เกินคาดกำลังกลายมาเป็นหัวข้อสนทนาอยู่ในขณะนี้ โดยมีอากิฮาบาระ เมืองที่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้คลั่งไคล้เกม และการ์ตูนแอนิเมชั่น ในกรุงโตเกียวเป็นสถานที่เกิดเหตุครับ

เมื่อเวลา 20.34 น. ของค่ำวันที่ 5 พฤษภาคมปีนี้ เกิดการทวิตข้อความว่า “(ต้องการด่วน) ต้องการกระดาษชำระ ในห้องน้ำชายชั้น 3 ตึกโยโดบาชิ อากิฮาบาระ” และ “ช่วยด้วย ไม่มีกระดาษ ในห้องน้ำชายชั้น 3 ตึกโยโดบาชิ อากิฮาบาระ” ครับ

“โยโดบาชิ อากิฮาบาระ” เป็นห้างขายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในอากิฮาบาระ และได้ยินว่าผู้ชายคนที่ทวิตข้อความดังกล่าว ได้รับกระดาษชำระในอีกประมาณ 20 นาทีต่อมาครับ เรื่องนี้กลายเป็นหัวข้อสนทนาว่าเป็น “เรื่องนี้ดีจังเลยนะ” ในแวดวงอินเตอร์เน็ต และผู้ชายคนนั้นก็ถูกเรียกว่า “หนุ่มห้องน้ำ” ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้เลยล่ะครับ

อย่างไรก็ดี ผมยังไม่เชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง 100% ครับ เพราะถ้าเป็นห้องน้ำของร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใหม่ที่สุด จะเป็นความภาคภูมิใจของญี่ปุ่นต่อชาวโลก ผลิตภัณฑ์ที่ใช้น่าจะมีเทคโนโลยีชั้นแนวหน้าอย่างพรั่งพร้อมนะครับ นั่นคือ “วอชุเร็ตโตะ” เครื่องล้างก้น และเป่าแห้งอัตโนมัติ กลับญี่ปุ่นคราวหน้า คิดว่าผมอยากจะไปพิสูจน์ที่ร้านนั้นให้ได้เลยครับ

 

ศิษย์เก่าวาเซดะส่งข่าวมาจากก้นครัว ณ โอซาก้า

คุณนัตตา  โชติวัชร หรือ ก้อ
ศิษย์เก่าวาเซดะ หลักสูตร Day Class 1 – 5 และ หลักสูตรติววัดระดับ 2
ส่งข่าวและภาพบรรยากาศห้องเรียนวิชาทำอาหาร ณ โรงเรียนสอนทำอาหารซึจิ  – 辻調理師専門学校 เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น  ซึ่งเป็นสถาบันสอนทำอาหารที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในวงกว้าง

” … โรงเรียนที่ก้อเรียนอยู่ตอนนี้เป็น โรงเรียนสอนทำอาหารค่ะ ชื่อ โรงเรียนสอนทำอาหารซึจิ เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ http://www.tsuji.ac.jp/index.php

คอร์สที่เรียนก็มีให้เลือกหลายแบบ จะเรียนเน้นอาหารอะไร หรือจะเรียนทำขนม หรือทำขนมปัง เลือกได้หมด ซึ่งก้อเลือกเรียนคาเฟ่คลาส(ไม่ใช่พระรามเก้าคาเฟ่นะ) คือ ที่เลือกเรียนอันนี้เพราะว่า ก้ออยากเปิดร้านกาแฟ  และพอได้มาใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นก็ได้รู้ว่าคาเฟ่ของญี่ปุ่นไม่ได้ขายแค่ เครื่องดื่มกับเค้กเท่านั้น คาเฟที่ญี่ปุ่นจะขายอาหารจานเดียวที่กินได้ง่ายๆ ทั้งจีน ญี่ปุ่น อิตาลี และฝรั่งเศส ก้อก็เลยเลือกเรียนคอร์สนี้ค่ะ

การที่จะเข้าเรียนที่นี่ได้ก็ต้องมีการสอบคัดเลือกก่อนที่จะเข้าเรียน ถ้าเป็นคนต่างชาติก็ต้องผ่านการสอบวัดระดับสองก่อน แต่ว่า ก้อยังไม่ผ่านระดับสอง ก็เลยต้องมีการสอบเพื่อดูความสามารถ ความเข้าใจภาษาญี่ปุ่นก่อน เพราะว่าที่นี่เขาจะสอนเป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมด  ก่อนหน้านี้ก้อยังอยู่ที่โตเกียว ก็เลยต้องนั่งรถเพื่อมาสอบที่โอซาก้า เช้าเย็นกลับน่ะค่ะ
….เหนื่อยมาก……

ข้อสอบก็ไม่ยากเท่าไหร่ ถามชื่อผักผลไม้ วัตถุดิบอะไรประมาณนั้น แล้วก็มีบทความให้อ่านแล้วก็ตอบคำถาม ที่ยากคือ ตอนสอบสัมภาษณ์ แต่สุดท้ายก็ ผ่านมาได้

พอผ่านมาแล้วก็เริ่มต้นเรียน  ซึ่งที่นี่ไม่ได้เรียนทำอาหารอย่างเดียวเท่านั้น ก้อเรียนทั้งโภชนาการอาหาร กฎหมายผู้บริโภค วัตถุดิบ สุขภาพ สุขศึกษา  เยอะแยะไปหมด เพราะหากจะเรียนไปเปิดร้านก็ต้องเรียนเยอะแบบนี้แหละค่ะ



มาเรียนที่นี่ไม่เหมือนเรียนที่ โรงเรียนสอนภาษาเลย วิธีการพูด วิธีการสอนของเซนเซต่างกันโดยสิ้นเชิง เซนเซพูดเร็วมาก แล้วก็ศัพท์เฉพาะ แล้วก็แปลกๆเยอะมาก เพื่อนๆก็มีแต่เด็กๆ อายุเฉลี่ยน่าจะยี่สิบได้   ก้อแก่ไปเลยค่ะ แต่ยังโชคดีที่ไม่แก่สุด อิอิ
เดือน สิงหาคม ช่วงปิดเทอม ก้อจะกลับไทยนะคะ
พี่ๆไทยวาเซดะ และเซนเซเตรียมหูไว้ฟังเสียงหนวกหูของก้อได้เลย ฮ่ะๆๆ
… “

 
 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: